การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบสาธิต เพื่อส่งเสริมทักษะในการช่วยเหลือตนเองด้านการแต่งกายสำหรับนักเรียน ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนกาฬสินธุ์ปัญญานุกุล จังหวัดกาฬสินธุ์
คำสำคัญ:
การพัฒนาสมรรถนะครู, การจัดการเรียนรู้แบบสาธิต, นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์ : การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบสาธิตมีความสำคัญยิ่ง
ต่อการพัฒนาทักษะการช่วยเหลือตนเองด้านการแต่งกายของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยเฉพาะในบริบทโรงเรียนเฉพาะความพิการ การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาความรู้ ความเข้าใจของครูโรงเรียนกาฬสินธุ์ปัญญานุกูลเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบสาธิต เพื่อส่งเสริมทักษะในการช่วยเหลือตนเองด้านการแต่งกายสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 2) เพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้แบบสาธิตของครู และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะในครั้งนี้
ระเบียบวิธีการวิจัย : การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis McTaggart กลุ่มผู้ร่วมวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูประจำเรือนนอน โรงเรียนกาฬสินธุ์ปัญญานุกูล จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 12 คน ได้มาโดยสมัครใจ ซึ่งดำเนินการตามขั้นตอนการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล จำนวน 2 วงรอบ โดยใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศติดตาม เครื่องมือ
ที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบทดสอบวัดความรู้ ความเข้าใจ 2) แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบประเมินทักษะการจัดการเรียนรู้ และเครื่องมือรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัย : 1) ครูมีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการเรียนรู้แบบสาธิตเพื่อส่งเสริมทักษะในช่วยเหลือตนเองด้านการแต่งกายสูงขึ้น โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังการอบรม ( ร้อยละ 89.58 ) สูงกว่าก่อนการอบรม (ร้อยละ 44.17) 2) ทักษะการจัดการเรียนรู้จากการนิเทศติดตาม วงรอบที่ 1 พบว่าครูมีทักษะโดยรวมระดับมาก ( = 4.31, S.D. = 0.54) โดยมีผู้ผ่านเกณฑ์ 9 คน และไม่ผ่านเกณฑ์ 3 คน เมื่อพัฒนาต่อในวงรอบที่ 2 พบว่าครูทั้ง 3 คนมีทักษะเพิ่มขึ้นจนผ่านเกณฑ์ในระดับมากที่สุด และ 3) ความพึงพอใจของครูต่อกระบวนการพัฒนาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.82, S.D. = 0.10)
สรุปผล: กระบวนการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบสาธิตผ่านการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2 วงรอบ มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูง โดยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2 วงรอบที่เน้นการนิเทศติดตาม การให้คำปรึกษาและชี้แนะอย่างใกล้ชิด สามารถพัฒนาครูให้มีความรู้และทักษะในระดับมากที่สุดจนผ่านเกณฑ์ครบทุกคน แนวทางดังกล่าวสามารถยกระดับทักษะการช่วยเหลือตนเองของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในสถานศึกษาเฉพาะความพิการได้อย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม
เอกสารอ้างอิง
กัลยา ธรรมโสภา. (2562). การประชุมเชิงปฏิบัติการกับการพัฒนาทักษะการทำงานของบุคลากร. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ทิศนา แขมมณี. (2561). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 22). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นภดล จันทรกูล. (2563). การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นันทพร กิจศิริ. (2567). การนิเทศติดตามเชิงบวกเพื่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ปรุงฉัตร จุทัยรัตน์, สุพจน์ เกิดสุวรรณ์, สุดาพร พงษ์พิษณุ และปณัฏฐา ศรเดช. (2565). ผลการพัฒนาทักษะการช่วยเหลือตนเองด้านการแต่งกายของเด็กออทิสติกระดับเตรียมความพร้อมโดยใช้ชุดกิจกรรมการแต่งกาย. กรุงเทพฯ: วิทยาลัยนวัตกรรมทางการศึกษา มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น.
พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551. (2551). ราชกิจจานุเบกษา.
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562. (2562). ราชกิจจานุเบกษา.
ไพศาล วรคำ. (2556). การวิจัยเชิงปฏิบัติการทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
โรงเรียนกาฬสินธุ์ปัญญานุกูล จังหวัดกาฬสินธุ์. (2568). รายงานผลการประเมินตนเองประจำปี การศึกษา 2568 (Self-Assessment Report: SAR). กาฬสินธุ์: สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
วิโรจน์ มาลัย. (2566). การนิเทศติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิโรจน์ สารรัตนะ. (2542). การบริหาร: หลักการ ทฤษฎี และประเด็นทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ทิพย์วิสุทธิ์.
สำนักงานบริหารงานการศึกษาพิเศษ. (2564). แนวทางการจัดการศึกษาสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
สุวิมล ว่องวานิช.(2558). การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
Babinski, K., Smith, L., & Johnson, A. (2024). Impact of professional development workshops on teacher self-efficacy and use of evidence-based practices. Journal of Teacher Education, 75(1), 100-115.
Bandura, A. (1977). Social learning theory. Prentice-Hall.
Erawan, P., & Erawan, W. (2024). Effective approaches to teacher professional development in Thailand: Case study. Journal of Education and Learning, 13(2), 64-74. https://doi.org/10.5539/jel.v13n2p64
Gargiulo, R. M., & Bouck, E. C. (2017). Special education in contemporary society: An introduction to exceptionality (6th ed.). SAGE Publications.
Nguyen, T. T., Cannata, M., & Miller, J. (2021). Strategies to promote active learning and reduce student resistance. Educational Research Review, 34, 100-115. https://doi.org/10.1016/j.edurev.2021.100115
Snell, M. E., & Brown, F. (2015). Instruction of students with severe disabilities (8th ed.). Pearson.
Westwood, P. (2018). Inclusive and adaptive teaching: Meeting the challenge of diversity
in the classroom (2nd ed.). Routledge.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal for Developing the Social and Community

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์บทความ


