ปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2

ผู้แต่ง

  • บุปผา เรืองศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
  • กนกรัตน์ จิรสัจจานุกูล มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
  • อภิชาติ เลนะนันท์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

คำสำคัญ:

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในสถานศึกษา, ความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แม้จะนำมาซึ่งโอกาสและความสะดวกสบายมหาศาล แต่ก็ก่อให้เกิดความท้าทายและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเยาวชนในสถานศึกษา อาทิ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ข่าวปลอม และการขาดภูมิคุ้มกันที่ดี การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อทุกมิติของชีวิต ทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นนี้ โดยได้กำหนดนโยบาย ICT 2020 และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2570 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สร้างทุนมนุษย์ และเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ด้วยเหตุนี้การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยมีการดำเนินมาตรการป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม เพื่อคุ้มครองผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาจากภัยทุกรูปแบบ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประกาศนโยบายและจุดเน้นประจำปี 2567 เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยในโรงเรียน ครอบคลุมตั้งแต่การเดินทางของนักเรียนไปจนถึงสภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 2) เพื่อศึกษาระดับของความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในสถานศึกษากับความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2

ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมีกลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 29 คน และครูผู้สอน จำนวน 249 คน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ปีการศึกษา 2567 รวมจำนวนทั้งหมด 278 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie and Morgan (1970) และสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 โดยมีรายละเอียดการดำเนินการดังนี้

  1. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 1 ฉบับ แบ่งออกเป็น 3 ตอน ดังนี้

            ตอนที่ 1 แบบสอบถามสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ เพศ อายุ ประสบการณ์การทำงาน และวุฒิการศึกษา

            ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในสถานศึกษา มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามแบบของลิเคิร์ท (Likert Scale) แบ่งเนื้อหาออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านบุคลากร 2) ด้านงบประมาณ 3) ด้านกระบวนการบริหารจัดการความปลอดภัย 4) ด้านเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ 5) ด้านความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี และ 6) ด้านเทคโนโลยี

            ตอนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบ่งเนื้อหาออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ 1) การป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุในสถานศึกษา 2) การป้องกันและแก้ไขอุบัติภัย 3) การป้องกันและแก้ไขปัญหาทางสังคม 4) การป้องกันความปลอดภัยด้านสุขภาพอนามัยของนักเรียน 5) การป้องกันภัยด้านสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน และ 6) การป้องกันภัยด้านเทคโนโลยี

  1. การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือตามขั้นตอนมาตรฐาน ได้แก่ 1) ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา นำแบบสอบถามเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยคัดเลือกข้อคำถามที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป และ 2) ความเชื่อมั่น (Reliability) นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Try-out) กับผู้บริหารและครูที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) พบว่า เครื่องมือมีค่าความเชื่อมั่นรวมเท่ากับ 0.937 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูงและสามารถนำไปใช้ในการเก็บข้อมูลจริงได้
  2. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ โดยใช้สถิติดังนี้

                        1) สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ใช้ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) สำหรับข้อมูลสถานภาพทั่วไป และใช้ค่าเฉลี่ย () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เพื่อศึกษาระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัย และระดับของความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล

                        2) สถิติอ้างอิง (Inferential Statistics) ใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson's Product Moment Correlation Coefficient) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยกับความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล และใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) เพื่อศึกษาอำนาจพยากรณ์ของปัจจัยต่างๆ มีการตรวจสอบปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ (Multicollinearity) ด้วยค่า Tolerance และ Variance Inflation Factor (VIF) เพื่อให้ผลการวิเคราะห์มีความถูกต้องแม่นยำตามข้อตกลงเบื้องต้นของสถิติ

ผลการวิจัย: ผลการวิจัยปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

            1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัย: ในภาพรวมทุกปัจจัยอยู่ในระดับมาก ( = 4.11, S.D.=0.25) สะท้อนให้เห็นว่าสถานศึกษาให้ความสำคัญกับปัจจัยสนับสนุนต่าง ๆ ในการสร้างความปลอดภัยอย่างเข้มแข็ง

            2) ระดับความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล: ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.10, S.D.=0.35) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการป้องกันและแก้ไขอุบัติภัย มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางสังคม ขณะที่ด้านการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด แต่ยังคงอยู่ในระดับมากทุกด้าน

            3) ปัจจัยที่มีอำนาจพยากรณ์ความปลอดภัย: ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) พบว่ามี 3 ปัจจัยที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัลได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ได้แก่ งบประมาณ (X2) กระบวนการบริหารจัดการความปลอดภัย (X3) และเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ (X4) โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความปลอดภัยได้ ร้อยละ 55.50 (R2 = 0.555) 

                        3.1) งบประมาณ (X2) เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความปลอดภัยสูงที่สุด (β = 0.732)

                        3.2) สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐานได้ดังนี้

            tot =0.732(Z2​) + 0.309(Z3​) + 0.268(Z4​)

สรุปผล: การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 มีผลการวิจัยที่สำคัญดังนี้

            1) ปัจจัยสนับสนุนความปลอดภัย ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.11) โดยด้านบุคลากรมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือกระบวนการบริหารจัดการความปลอดภัย และงบประมาณ ตามลำดับ สะท้อนว่าบุคลากรและการบริหารจัดการเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนความปลอดภัย

            2) ระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.10) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ "การป้องกันและแก้ไขอุบัติภัย" และการป้องกันปัญหาทางสังคม แสดงให้เห็นว่าสถานศึกษามีการดำเนินงานครอบคลุมทุกมิติเพื่อรองรับความท้าทายในยุคดิจิทัล

            3) ปัจจัยที่มีอำนาจพยากรณ์ มี 3 ปัจจัยสำคัญที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ความปลอดภัยในสถานศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ได้แก่ งบประมาณ (X2) กระบวนการบริหารจัดการความปลอดภัย (X3) และเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ (X4)

                        3.1) ปัจจัยทั้งสามสามารถอธิบายความปลอดภัยได้ร้อยละ 55.50

                        3.2) งบประมาณ เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความปลอดภัยสูงที่สุด (β = 0.732)

                        3.3) สมการพยากรณ์ (คะแนนมาตรฐาน) :

 tot =0.732(Z2​) + 0.309(Z3​) + 0.268(Z4​)

เอกสารอ้างอิง

ธีรศักดิ์ พันธุมาศและคณะ. (2568). นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาปลอดภัยในยุคดิจิทัล: การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุและผลกระทบ. วารสารนวัตกรรมการศึกษาและวิจัย, 10(2), 85–102.

ประจันทร์ จำนงและรักษ์ พรหมคล้อย. (2567).รูปแบบการบริหารสถานศึกษาปลอดภัยในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา. วารสารวิชาการนอร์ทกรุงเทพ, 13(1),

–155.

พร้อมพิไล บัวสุวรรณ. (2557).พร้อมพิไล บัวสุวรรณ. (2557). ครอบครัวและโรงเรียน หุ้นส่วนเพื่อคุณภาพของผู้เรียน. กรุงเทพมหานคร: ซีเอ็ดยูเคชั่น.

ศิริพรรณ เกตุแก้ว. (2558). พฤติกรรมการป้องกันภัยจากอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ของนักศึกษา. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. กรุงเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

สุรชัย สุขสวัสดิ์. (2564). แนวทางการจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. นครสวรรค์ : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์.

อารีย์ พูนพงษ์. (2565). แนวทางการบริหารจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. นครสวรรค์ : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์.

Cronbach, L. J. (1990). Essentials of psychological testing (5th ed.). HarperCollins.

Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). “Determining sample size for research activities.” Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.

Likert, R. (1932). A technique for the measurement of attitudes. Archives of Psychology, 22(140), 1–55.

UNICEF. (2020). Online safety for children in the digital age. UNICEF.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-07-15

รูปแบบการอ้างอิง

เรืองศรี บ., จิรสัจจานุกูล ก., & เลนะนันท์ อ. (2026). ปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2. Journal for Developing the Social and Community, 13(2), 549–568. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/rdirmu/article/view/302886

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย