พฤติกรรมการเปิดรับและความพึงพอใจของผู้ชมที่มีต่อรายการโทรทัศน์สนทนาข่าว “โหนกระแส”
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e294876คำสำคัญ:
พฤติกรรมการเปิดรับชม, ความพึงพอใจ, รายการโทรทัศน์สนทนาข่าว, โหนกระแสบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ในปัจจุบันการสื่อสารดิจิทัลมีความสำคัญในด้านที่เป็นการสื่อสารสาธารณะและสื่อใหม่ทำให้กลายเป็นเวทีสาธารณะที่เปิดโอกาสให้บุคคลหรือฝ่ายต่าง ๆ ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นที่เป็นกระแสสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ รายการ “โหนกระแส” เพราะเป็นรายการที่ถูกเผยแพร่ทั้งในโทรทัศน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น YouTube และ Facebook ทำให้เกิดการเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากและรวดเร็ว และได้รับความนิยมจากผู้ชมจำนวนมากในทุกช่องทาง ทั้งนี้ยังเป็นช่องทางสะท้อนปัญหาสังคม เช่น ความเหลื่อมล้ำ ความมอยุติธรรม จึงทำให้รายการได้รับความนิยมมากขึ้น และด้วยความนิยมและความสำคัญที่กล่าวมาจึงทำให้รายการมีความน่าสนใจในการศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับและความพึงพอใจของผู้ชมที่มีต่อรายการ ผู้วิจัยจึงได้สนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับรายการนี้ วัตถุประสงค์การวิจัย (1) เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์ของผู้ชมรายการโทรทัศน์สนทนาข่าว “โหนกระแส” (2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับชมรายการโทรทัศน์สนทนาข่าว “โหนกระแส” (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ชมรายการโทรทัศน์สนทนาข่าว “โหนกระแส”
ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากการสำรวจด้วยแบบสอบถามผู้ชมรายการทั้งทางโทรทัศน์และออนไลน์ จำนวน 421 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูล 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มกำกับด้านเนื้อหา (2) กลุ่มผู้ผลิตรายการโหนกระแส และ (3) กลุ่มนักวิชาการด้านสื่อ ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ทางสถิติหาค่าร้อยละและค่าเฉลี่ย
ผลการวิจัย: ผลการวิจัยพบว่า (1) จากการศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์ของผู้ชม พบว่า (1) ด้านเพศ ส่วนใหญ่ เป็นเพศชาย 64.37 % เพศหญิง 32.54 % และเพศทางเลือก 3.09% (2)ด้านอายุ ส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงอายุ 26-35 ปี 39.90% (3) ด้านการศึกษา ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับ ปริญญาตรี 54.63% และ(4) ด้านอาชีพ ส่วนใหญ่เป็นพนักงานเอกชน 38.48% ถัดมา จากการศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับชมมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่(\bar{x} = 4.15, S.D. = 0.56 ) ซึ่งอยู่ในระดับ มาก แสดงว่าผู้ชมมีการติดตามรายการอย่างต่อเนื่องและให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสังคมปัจจุบัน และสุดท้าย จากการศึกษาด้านความพึงพอใจ พบว่า ความพึงพอใจสูงสุดในด้าน ผู้ดำเนินรายการ (\bar{x} = 4.45, S.D. = 0.67) เนื่องจากมีความกล้าแสดงออก ตั้งคำถามตรงประเด็น และสร้างความน่าเชื่อถือในการดำเนินรายการ
สรุปผล: ผู้ชมรายการ “โหนกระแส” ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 26–35 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี และประกอบอาชีพพนักงานเอกชน พฤติกรรมการรับชมอยู่ในระดับมาก แสดงว่าผู้ชมติดตามรายการอย่างต่อเนื่องและให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสังคมปัจจุบัน ด้านความพึงพอใจอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะต่อผู้ดำเนินรายการที่มีความกล้าแสดงออก ตั้งคำถามตรงประเด็น และสร้างความน่าเชื่อถือ
เอกสารอ้างอิง
ธงทอง จันทรางศุ. (2561). รูปแบบการนำเสนอข่าวในสื่อโทรทัศน์. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
นีลเส็น ประเทศไทย. (2567). รายงานเรตติ้งโทรทัศน์ประเทศไทย ปี 2567. สืบค้นจาก https://www.nielsen.com/th/th/
พีระ จิระโสภณ. (2531). ทฤษฎีการสื่อสารมวลชน. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
พีระ จิระโสภณ. (2535). การสื่อสารมวลชน: แนวคิดและทฤษฎี. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
วิกานดา พรสกุลวานิช. (2567). สื่อใหม่และการจัดการการสื่อสาร (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สมาน แก้วมณี. (2562). ทฤษฎีและกระบวนการสื่อสารมวลชน. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ.
สุธีรา ทวีสุข. (2566). พฤติกรรมผู้ชมและความนิยมรายการสนทนาข่าวในยุคดิจิทัล. มหาวิทยาลัยศิลปากร.
Berlo, D. K. (1960). The process of communication. Holt, Rinehart & Winston.
Casero-Ripollés, A., Izquierdo-Castillo, J., & Doménech-Fabregat, H. (2014). From watchdog to watchdogs: Participatory journalism and the transformation of news. Journalism Practice, 8(4), 471–487. https://doi.org/10.1080/17512786.2014.939427
DeFleur, M. L. (1966). Intervening variables in mass communication. In พีระ จิระโสภณ (Ed.), การสื่อสารมวลชน: ทฤษฎีและแนวทาง (pp. 102–130). สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
González-Neira, A., Quintas-Froufe, N., & Castillo-Abdul, J. (2021). Cross-platform news consumption in the digital era: Patterns and implications. Journal of Digital Media Studies, 12(3), 45–62.
Hindman, M., & Thomas, D. (2014). Watchdog theory and media roles. Journal of Media Studies, 29(2), 112–128.
Katz, E., Blumler, J. G., & Gurevitch, M. (1974). Uses and gratifications research. Public Opinion Quarterly, 37(4), 509–523. https://doi.org/10.1086/268146
Klapper, J. T. (1963). Mass communication research: An old road resurveyed. Public Opinion Quarterly, 27(4), 515–527. https://doi.org/10.1086/267293
McCombs, M. E., & Shaw, D. L. (1972). The agenda-setting function of mass media. Public Opinion Quarterly, 36(2), 176–187. https://doi.org/10.1086/267990
Merriam-Webster’s dictionary of the English language. (1978). Merriam-Webster Inc.
O’Sullivan, J., & Fortunati, L. (2021). Understanding media audiences: Theory and practice. SAGE Publications.
Rubin, A. M. (2009). Uses and gratifications: An overview of research approaches. In J. Bryant & M. B. Oliver (Eds.), Media effects: Advances in theory and research (pp. 55–73). Routledge.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ






