https://so03.tci-thaijo.org/index.php/IARJ/issue/feed Interdisciplinary Academic and Research Journal 2026-01-04T08:38:59+07:00 Asst. Prof. Dr. Sanya Kenaphoom dr.keninstitute@gmail.com Open Journal Systems <div><strong>Interdisciplinary Academic and Research Journal</strong></div> <div><strong>Old ISSN 2774-0374 (Online) : New ISSN 2985-2749 (Online)</strong></div> <div><strong>Crossref Member name: Dr. Ken Institute of Academic Development and Promotion<br />DOI prefix (Crossref): 10.60027</strong></div> <div><strong>Doi Prefix (DataCite): 10.14456</strong></div> <div> <p><a href="https://docs.google.com/document/d/1Iq97FmQkaGOzJzXTsxJifq00vBXdIYxRK2zTn828KKM/edit#heading=h.tzb9xiqmpay7" target="_blank" rel="noopener"><strong>เอกสารคู่มือการใช้งาน </strong></a><strong><a href="https://docs.google.com/document/d/1Iq97FmQkaGOzJzXTsxJifq00vBXdIYxRK2zTn828KKM/edit#heading=h.tzb9xiqmpay7" target="_blank" rel="noopener">ThaiJO</a> </strong></p> </div> <div> <p><strong>คำเตือน</strong></p> <p>ขณะนี้มีมิจฉาชีพแอบอ้างว่าสามารถติดต่อวารสารเพื่อออกใบรับตีพิมพ์ได้ วารสารขอแจ้งให้ผู้เขียนทราบว่า เราจะจัดส่งจดหมายตอบรับในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์จากสถาบันพัฒนาวิชาการและส่งเสริม DR.KEN เท่านั้น ทางอีเมล: dr.keninstitute@gmail.com และหากองค์กรในสังกัดของผู้เขียนต้องการตรวจสอบซ้ำ (ต้องทำ) โปรดติดต่อทางอีเมลของวารสาร: dr.keninstitute@gmail.com เพื่อให้วารสารตอบกลับโดยเร็วที่สุด</p> <p><strong>หมายเหตุ:</strong> โปรดอย่าเชื่อใครก็ตามที่อ้างว่าสามารถติดต่อวารสารเพื่อออกจดหมายตอบรับได้ วารสารของเราปฏิบัติตามนโยบายและมาตรฐานของ TCI อย่างเคร่งครัด บทความทั้งหมดที่ส่งมาจะผ่านกระบวนการตรวจสอบตามนโยบายการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญจนกว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้น จากนั้นจึงจะออกจดหมายตอบรับได้</p> </div> <div> </div> <div><strong>นโยบายการเผยแพร่ - จุดมุ่งหมายและขอบเขต</strong></div> <div>Interdisciplinary Academic and Research Journal มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ บทวิจารณ์หนังสือในขอบข่าย ดังนี้</div> <div><strong><em>- สังคมศาสตร์ทั่วไป</em></strong> ได้แก่ มานุษยวิทยา (วัฒนธรรม ชีววิทยา ภาษาศาสตร์ โบราณคดี) สังคมวิทยา (ทฤษฎี ความเหลื่อมล้ำ ประชากรศาสตร์) รัฐศาสตร์ (เปรียบเทียบ ทฤษฎี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐประศาสนศาสตร์) ภูมิศาสตร์มนุษย์ (วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง) เศรษฐศาสตร์ (จุลภาค มหภาค การพัฒนา) จิตวิทยาสังคม การสื่อสารและสื่อศึกษา การศึกษา (สังคมวิทยาและนโยบาย)<br /><strong><em>- สังคมศาสตร์ประยุกต์</em> </strong>ได้แก่ อาชญาวิทยา สังคมสงเคราะห์ นโยบายสาธารณะ การพัฒนาระหว่างประเทศ การวางผังเมืองและภูมิภาค การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การให้คำปรึกษาและบริการชุมชน เพศสภาพและวัฒนธรรมศึกษา สาธารณสุข นโยบายและการจัดการสุขภาพ การศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพ สุขภาพชุมชน ระบาดวิทยา (มุมมองทางสังคม) การสื่อสารสุขภาพ สังคมวิทยาการแพทย์ บริการสุขภาพจิต การจัดการกีฬา จิตวิทยาการกีฬา พลศึกษา วิทยาศาสตร์การออกกำลังกายและฟิตเนส การฟื้นฟูสมรรถภาพและการบำบัดกีฬา การโค้ชและการวิเคราะห์สมรรถภาพ สังคมวิทยาการกีฬา การจัดการกิจกรรมและสถานที่<br /><em><strong>- สาขาวิชาการศึกษา</strong></em> ได้แก่ นโยบายและภาวะผู้นำทางการศึกษา หลักสูตรและการสอน จิตวิทยาการศึกษา การศึกษาพิเศษและการศึกษาแบบองค์รวม การศึกษาสำหรับผู้ใหญ่และการศึกษาต่อเนื่อง การศึกษาเปรียบเทียบและการศึกษานานาชาติ สังคมวิทยาการศึกษา การศึกษาครูและการพัฒนาวิชาชีพ<br /><em><strong>- สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์</strong></em> ได้แก่ การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ การจัดการภาครัฐ ธรรมาภิบาลและการพัฒนาสถาบัน การบริหารการคลังและการคลังสาธารณะ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์และการกำกับดูแลดิจิทัล การจัดการองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและองค์กรพัฒนาเอกชน จริยธรรมและความรับผิดชอบในการบริการสาธารณะ<br /><strong><em>- สาขาวิชาการบริหารธุรกิจ</em></strong> ได้แก่ การจัดการและภาวะผู้นำ การตลาด การเงินและการบัญชี การดำเนินงานและการจัดการห่วงโซ่อุปทาน การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การเป็นผู้ประกอบการและนวัตกรรม การจัดการเชิงกลยุทธ์ และธุรกิจระหว่างประเทศ<br /><strong><em>- รัฐศาสตร์</em> </strong>ได้แก่ นโยบายสาธารณะและธรรมาภิบาล, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการทูต, การเมืองเปรียบเทียบ, เศรษฐศาสตร์การเมือง, การสื่อสารทางการเมือง, การบริหารรัฐกิจ, ความมั่นคงและการศึกษาเชิงกลยุทธ์, สันติภาพและการแก้ไขข้อขัดแย้ง<br /><em><strong>- ศาสนาและปรัชญา</strong></em> ได้แก่ จริยธรรมและปรัชญาประยุกต์, ปรัชญากฎหมายและการเมือง, การศึกษาศาสนา, ศาสนาเปรียบเทียบ, การสนทนาระหว่างศาสนาและการสร้างสันติภาพ, ปรัชญาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ชีวจริยธรรมและจริยธรรมสิ่งแวดล้อม, การให้คำปรึกษาทางจิตวิญญาณและภาวะผู้นำชุมชน<br /><em><strong>- การพัฒนา</strong></em> ได้แก่ การพัฒนาระหว่างประเทศ, การพัฒนาชุมชน, การพัฒนาชนบทและเมือง, การพัฒนาที่ยั่งยืน, การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ, นโยบายสังคมและการพัฒนา, การสร้างขีดความสามารถและการเสริมสร้างสถาบัน, การติดตามและประเมินผลโครงการพัฒนา<br /><strong><em>- กฎหมาย</em></strong> ได้แก่ กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา, กฎหมายแพ่งและพาณิชย์, กฎหมายรัฐธรรมนูญและการปกครอง, กฎหมายระหว่างประเทศ, กฎหมายสิทธิมนุษยชน, กฎหมายสิ่งแวดล้อม, กฎหมายแรงงานและการจ้างงาน, กฎหมายศึกษาและนิติศาสตร์<br /><strong><em>- ภาษาศาสตร์</em></strong> ได้แก่ การประยุกต์ใช้ ภาษาศาสตร์, สังคมภาษาศาสตร์, จิตวิทยาภาษาศาสตร์, การศึกษาภาษาและ TESOL, การแปลและการตีความ, ภาษาศาสตร์เชิงคำนวณ, นโยบายและการวางแผนภาษา, ภาษาศาสตร์นิติเวช<br /><strong><em>- สาขาสหวิทยาการทางสังคม</em></strong> ได้แก่ การศึกษาเรื่องเพศสภาพและเพศวิถี, วัฒนธรรมศึกษา, สิ่งแวดล้อมศึกษา, สันติภาพและความขัดแย้ง, การศึกษาระดับโลกและภูมิภาค, สาธารณสุข (มุมมองทางสังคมศาสตร์), วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม (STS), การศึกษาการย้ายถิ่นฐานและการศึกษาการพลัดถิ่น</div> <div> </div> <div>บทความที่ได้รับการพิจารณาให้ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) อย่างน้อย 2 ท่าน ในรูปแบบ Double-Blind Peer Review พิจารณาตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</div> <div>ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารสหวิทยาการวิจัยและวิชาการ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะของกองบรรณาธิการวารสารสหวิทยาการวิจัยและวิชาการไม่สงวนลิขสิทธิ์การคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</div> <div> </div> <div> </div> <div> <p><strong>ประเภทบทความที่รับพิจารณาเพื่อเผยแพร่</strong></p> <p>1.บทความวิจัย (Research Article) คือ รายงานผลการศึกษา การค้นคว้า การวิจัย หรือ การพัฒนาอย่างเป็นระบบ</p> <p>2.บทความวิชาการ (Academic Articles) คือ ผลงานการเขียนเรื่องที่น่าสนใจซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอเป็นความรู้ใหม่โดยมีการใช้แนวคิด ทฤษฎี ตลอดจนผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเป็นแหล่งข้อมูล</p> <p>3.บทความปริทัศน์ (Review Article) คือ บทความที่มีการผสมผสานแนวคิด ทฤษฎี และผลการวิจัยหลายเรื่องซึ่งผู้เขียนจะสังเคราะห์วรรณกรรมเหล่านั้นเพื่อประมวลเป็นข้อสรุปหรือข้อโต้แย้งในเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นการทบทวนการก้าวหน้าทางวิชาการของเรื่องนั้นๆ</p> <p><strong>แนวปฏิบัติเกี่ยวกับเนื้อหาที่สร้างโดย AI</strong></p> <p>Interdisciplinary Academic and Research Journal (IARJ) ยอมรับถึงศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสร้างข้อมูลที่สามารถเป็นประโยชน์สำหรับบทความที่ส่งมาที่วารสารเพื่อเผยแพร่ในอนาคต อย่างไรก็ตาม วารสารยังตระหนักถึงความจำเป็นในการทำให้แน่ใจว่าเนื้อหาที่สร้างโดย AI ได้รับการจัดการอย่างสมเหตุสมผลและมีจริยธรรม<br />นโยบายนี้ระบุแนวปฏิบัติของวารสารสำหรับการใช้เนื้อหาที่สร้างโดย AI ในบทความที่เผยแพร่<br />1. คำจำกัดความของเนื้อหาที่สร้างโดย AI<br />สำหรับนโยบายนี้ เนื้อหาใดๆ ที่สร้างหรือปรับเปลี่ยนอย่างมีสาระสำคัญโดยระบบ AI จะเรียกว่าเนื้อหาที่สร้างโดย AI ซึ่งรวมถึงทั้งเนื้อหาที่สร้างโดยระบบ AI ทั้งหมดและเนื้อหาที่เขียนโดยผู้เขียนที่เป็นมนุษย์ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงระบบ AI อย่างมาก<br />2. หลักการ<br />IARJ จะเผยแพร่เฉพาะเนื้อหาที่สร้างโดย AI ที่เป็นไปตามกฎต่อไปนี้เท่านั้น:<br />* ระบบ AI ที่สร้างเนื้อหานั้นไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้เขียนเมื่อส่งเนื้อหานั้นเพื่อเผยแพร่ในอนาคต<br />* ระบบ AI ที่ใช้สร้างเนื้อหานั้นจะต้องได้รับการอธิบายไว้อย่างถูกต้องในบทความ * ต้องยอมรับการมีส่วนร่วมของผู้เขียนที่เป็นมนุษย์ต่อเนื้อหา<br />* เนื้อหาที่สร้างโดย AI จะต้องเป็นต้นฉบับและไม่ลอกเลียน<br />* เนื้อหาที่สร้างโดย AI จะต้องถูกต้องและเชื่อถือได้<br />* เนื้อหาที่สร้างโดย AI จะต้องไม่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดหรือหลอกลวง<br />3. ขั้นตอน<br />ผู้เขียนที่ต้องการส่งบทความที่มีเนื้อหาที่สร้างโดย AI จะต้องแจ้งข้อมูลต่อไปนี้ให้ IARJ ทราบ:<br />* คำอธิบายโดยละเอียดของระบบ AI ที่ใช้สร้างเนื้อหา<br />* สำเนาข้อมูลอินพุตต้นฉบับที่ใช้สร้างเนื้อหา<br />* สำเนาเนื้อหาที่สร้างโดย AI<br />* คำชี้แจงที่ยอมรับการมีส่วนร่วมของผู้เขียนที่เป็นมนุษย์ต่อเนื้อหา<br />IARJ จะประเมินเนื้อหาที่สร้างโดย AI และตัดสินใจว่าเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่หรือไม่<br />4. การบังคับใช้<br />IARJ ขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธหรือถอดถอนบทความใดๆ (Retraction) ที่ไม่เป็นไปตามนโยบายนี้</p> <p><strong>นโยบายการถอดถอนบทความ (Retraction)</strong><br />บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ไปแล้วอาจจะถูกถอดถอนได้ (Retraction) เมื่อบรรณาธิการและ/หรือคณะบรรณาธิการของวารสารเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจ สำหรับบทความที่เข้าข่ายการถูกถอดถอนแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่สำคัญของบทความนั้นทั้งนี้เนื่องมาจากประเด็นใดประเด็นหนึ่งดังนี้ <br />- ข้อผิดพลาดในการวิจัย<br />- ปัญหาเกี่ยวกับการทำซ้ำงานวิจัย<br />- การคัดลอกผลงาน<br />- การปลอมแปลงข้อมูลหรือผลการวิจัย<br />- การแต่งเติมข้อมูลหรือผลการวิจัย<br />- การละเมิดลิขสิทธิ์<br />- การไม่เปิดเผยความขัดแย้งทางผลประโยชน์<br />- การไม่อนุมัติการวิจัยในมนุษย์หรือสัตว์จากคณะกรรมการพิจารณาของสถาบัน</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong><br />วารสารสหวิทยาการวิจัยและวิชาการเป็นวารสาร ราย 2 เดือน (ปีละ 6 ฉบับ)<br />ฉบับที่ 1 มกราคม-กุมภาพันธ์<br />ฉบับที่ 2 มีนาคม-เมษายน<br />ฉบับที่ 3 พฤษภาคม- มิถุนายน<br />ฉบับที่ 4 กรกฎาคม- สิงหาคม<br />ฉบับที่ 5 กันยายน-ตุลาคม<br />ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน-ธันวาคม</p> </div> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/IARJ/article/view/288283 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2025-04-13T19:33:44+07:00 กฤษฎา ผาพรม teenkuni@gmail.com พรหมินทร์ ศรีหมื่นไวย porm0704.2503@gmail.com สมเดช สาวันดี dad.sawan1@gmail.com <p><strong>ภูมิหลังและวัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> การศึกษาไทยในปัจจุบันมีปัญหามากมาย เนื่องจากสังคมไทยเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตเด็กและเยาวชน ความเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นกระบวนการทางการศึกษาหนึ่งของโรงเรียนที่เกี่ยวกับการส่งเสริม การป้องกันและการแก้ไขปัญหาที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนมีคุณภาพ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำแนกตาม ระดับการศึกษา และตำแหน่ง และเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</p> <p><strong>ระเบียบวิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรของโรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 330 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางการสุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกน จากนั้นดำเนินการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับมีค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที และสถิติทดสอบเอฟ</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผลการศึกษาพบว่า 1. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับ มาก (= 4.38 ; S.D.= 0.42) 2. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำแนกตาม ระดับการศึกษา ตำแหน่ง โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3. แนวทางพัฒนาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ควรกำกับติดตามและจัดเก็บข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมนักเรียนอย่างเป็นระบบ ควรใช้วิธีการคัดกรองที่หลากหลาย เพื่อแยกกลุ่มปกติ/เสี่ยง/มีปัญหา พร้อมสนับสนุนนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ ส่งเสริมกิจกรรมที่เหมาะสม เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมและเป็นผู้นำในการจัดกิจกรรม สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการให้คำปรึกษาและช่วยเหลือนักเรียนอย่างทันท่วงที และใช้ข้อมูลสารสนเทศในการส่งต่อนักเรียนที่มีปัญหารุนแรงไปยังผู้เชี่ยวชาญ พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก และมีความแตกต่างตามระดับการศึกษาและตำแหน่งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แนวทางพัฒนาให้กำกับติดตามข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมนักเรียนอย่างเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลสารสนเทศในการให้คำปรึกษาและส่งต่อนักเรียนที่มีปัญหารุนแรงไปยังผู้เชี่ยวชาญ พร้อมติดตามผล</p> 2026-01-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal https://so03.tci-thaijo.org/index.php/IARJ/article/view/288554 การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา 2025-04-22T06:59:54+07:00 กิตติพงษ์ ปัดทุม kittipongpudtum001@gmail.com วศิน สอนโพธิ์ Wasin.son1960@gmail.com ประดิษฐ์ ฉัตรจรัสกูล pradit_chat@hotmail.com <p><strong>ภูมิหลังและวัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>คุณธรรม จริยธรรมนับว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์ทุกคน คุณธรรมเป็นเสมือนหลักการสำคัญที่ให้ไว้สำหรับบุคคลหรือสังคมได้นำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต จะช่วยให้บุคคลปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่น มีความสำเร็จในงานที่ทำ เป็นคนดีของครอบครัว สังคม และประเทศชาติ สำหรับครูกับคุณธรรมนั้นจะต้องเป็นของคู่กัน หากครูขาดคุณธรรมเมื่อใดก็เหมือนกับนักบวชที่ไร้ศีล คุณธรรมนับเป็นพื้นฐานที่สำคัญของคนทุกคนและทุกวิชาชีพ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และ 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา จำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และตำแหน่งหน้าที่ และเพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา</p> <p><strong>ระเบียบวิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยทำการสุ่มแบบแบ่งชั้น จำนวน 351 คน โดย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยมีค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 สถิติใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าเอฟ และการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีการของเชฟเฟ่</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1. การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา โดยรวมอยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา อยู่ในระดับ มาก ทุกด้าน 2. การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา จำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และตำแหน่งหน้าที่ โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. แนวทางในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา พบว่าในแต่ละด้านที่สำคัญมีแนวทางการดำเนินการดังนี้ ต้องพิทักษ์รักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติ ปฏิบัติตามหลักศาสนาและเคารพในความแตกต่างทางศาสนา รวมถึงการประพฤติปฏิบัติตนในกรอบศีลธรรมที่ดี มีจิตสำนึกที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงประโยชน์ของราชการและผู้เกี่ยวข้อง พัฒนางานอย่างมีระบบ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมาย ให้บริการด้วยความเต็มใจ ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาคและให้เกียรติ เป็นพลเมืองดี เคารพกฎหมาย มีวินัย และพัฒนาวิชาชีพของตนเอง ใช้ถ้อยคำสุภาพ รับฟังความคิดเห็นด้วยความตั้งใจและมีเมตตาธรรม</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามุ่งเน้นปลูกฝังค่านิยมที่ดี ซื่อสัตย์ และมีจิตสำนึกในหน้าที่ เน้นการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียนและสังคม รวมถึงการปฏิบัติงานอย่างโปร่งใสและรับผิดชอบจัดกิจกรรมอบรม สร้างจิตสำนึก และประเมินผลอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาคุณธรรมในวิชาชีพครู</p> 2026-01-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal