การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สาระหน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

ผู้แต่ง

  • อิสริยา งามวงศ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
  • อรัญ ซุยกระเดื่อง มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

คำสำคัญ:

การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน, ความสามารถในการแก้ปัญหา, คุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านจิตสาธารณะ

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สาระหน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน ที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สาระหน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน สาระหน้าที่พลเมือง 3) เพื่อศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านจิตสาธารณะของนักเรียน ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน สาระหน้าที่พลเมือง 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน สาระหน้าที่พลเมือง

ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 ของโรงเรียนพระกุมารมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 49 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สาระหน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง (รวม 10 ชั่วโมง) ได้รับการคุณภาพโดยผู้เชียวชาญ 5 นำคะแนนประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินแล้วมาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยจากการประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert) ผลปรากฏว่าแผนการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ระหว่าง 4.51-5.00 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด

2) แบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาระหว่างเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน นำแบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาที่คัดเลือกแล้ว 25 ข้อ มาหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับโดยใช้สูตร (Lovett) พบว่าผลการวิเคราะห์ความเชื่อมั่นจากการเลือกข้อสอบมาจำนวน 25 ข้อ โดยใช้ค่าความยาก (p) อยู่ระหว่าง 0.43–0.75 และค่าอำนาจจำแนก (B) อยู่ระหว่าง 0.27-0.58 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (Reliability) เท่ากับ 0.80         3) แบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านจิตสาธารณะของนักเรียน เป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์ 4 ตัวเลือก แต่ละตัวเลือกจะมีคะแนน 1 – 4 คะแนน นำข้อมูลที่รวบรวมได้จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่า IOC แล้วเลือกข้อที่มีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป แล้วนำไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แล้วนำผลมาวิเคราะห์ค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกโดยยึดเกณฑ์ค่าความยาก 0.20-0.80 ค่าอำนาจจำแนก 0.20-1.00 แล้วคัดเลือกข้อที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวมา 12 ข้อ เพื่อนำไปหาความเชื่อมั่นของแบบวัดทั้งฉบับโดยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของคอนบาคพบว่ามีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน สารหน้าที่พลเมือง แบบมาตรฐานประมาณค่า 3 ระดับ นำข้อมูลที่รวบรวมได้จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่า IOCแล้วเลือกข้อที่มีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป แล้วนำไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แล้วนำผลมาวิเคราะห์ค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกโดยยึดเกณฑ์ค่าความยาก 0.20-0.80 ค่าอำนาจจำแนก 0.20-1.00 แล้วคัดเลือกข้อที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวมา 12 ข้อ เพื่อนำไปหาความเชื่อมั่นของแบบวัดทั้งฉบับโดยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของคอนบาคพบว่ามีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป

ผลการวิจัย: 1. การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน ที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สาระหน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.24/84.57

  1. ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน สาระหน้าที่พลเมือง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 15.33 คะแนน (S.D. = 1.74) และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 21.14 คะแนน (S.D. = 2.51) 3. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านจิตสาธารณะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน สาระหน้าที่พลเมือง มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านจิตสาธารณะระดับดีเยี่ยม จำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 81.63 4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน สาระหน้าที่พลเมือง โดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (= 2.79, S.D. = 0.08)

สรุปผล: การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน ที่มุ่งส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาในสาระหน้าที่พลเมือง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยนักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เผชิญสถานการณ์ปัญหา คิดวิเคราะห์ และค้นหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน พร้อมทั้งได้รับการให้คำปรึกษาและการชี้แนะอย่างใกล้ชิดจากครูผู้สอน ส่งผลให้นักเรียนสามารถพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาได้อยู่ในระดับดีมาก และผ่านเกณฑ์การประเมินครบทุกคน

เอกสารอ้างอิง

กานต์พิชชา งามชัด. (2556). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิด แก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบ PBL (Problem based learning). การศึกษาค้นคว้าอิสระ การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

จินตนา นนท์ขุนทด. (2557). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา และความพึงพอใจในการเรียน เรื่อง การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยโปรแกรมบทเรียนแบบสถานการณจำลอง ที่มีรูปแบบการนำเสนอมัลติมีเดียแตกต่างกัน. วิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

บุญชม ศรีสะอาด, สุริยันต์ กิ่งแก้ว และคณะ. (2552). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 8). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.

มัลลิกา มัลติโก. (2551). มิติทางสังคมวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อความรุนแรงในเด็กและเยาวชน. กรุงเทพฯ: คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

เรียม นมรักษ์. (2552). การวิเคราะห์องค์ประกอบของจิตสาธารณะของนักศึกษาในองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต หรือมหาบัณฑิต). บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

Herzberg, F. (1959). The Motivation to Work (2nd ed.). New York, NY: John Wiley & Sons.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-07-23

รูปแบบการอ้างอิง

งามวงศ์ อ., & ซุยกระเดื่อง อ. (2026). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สาระหน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. Journal for Developing the Social and Community, 13(2), 855–868. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/rdirmu/article/view/304094

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย