แนวทางการบริหารจัดการการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนผู้สูงอายุ: กรณีศึกษา โรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลกบินทร์ จังหวัดปราจีนบุรี
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e301063คำสำคัญ:
แนวทางการบริหารจัดการการเรียนรู้, การจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม, โรงเรียนผู้สูงอายุบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยเฉพาะด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต กลายเป็นประเด็นสำคัญเชิงนโยบาย “โรงเรียนผู้สูงอายุ” จึงถูกพัฒนาขึ้นเป็นกลไกในการเสริมสร้างศักยภาพผู้สูงวัย ในบริบทของโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลกบินทร์ จังหวัดปราจีนบุรี พบประเด็นสำคัญที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาในด้านการบูรณาการเนื้อหาและการส่งเสริมการมีส่วนร่วม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลกบินทร์ จังหวัดปราจีนบุรี และ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลกบินทร์ จังหวัดปราจีนบุรี
ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการ 2 ขั้นตอนตามวัตถุประสงค์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญขั้นตอนละ 9 คน รวม 18 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบด้วย กลุ่มนักเรียนผู้สูงอายุ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ จิตอาสา ภาคีเครือข่าย และกลุ่มผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ ระดับจังหวัด และระดับโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลกบินทร์ จังหวัดปราจีนบุรี เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบบันทึกการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์แก่นสาระ ร่วมกับการใช้โปรแกรม ATLAS.ti โดยมีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยการตรวจสอบแบบสามเส้า และการให้ผู้ให้ข้อมูลตรวจสอบยืนยันความถูกต้อง
ผลการวิจัย: 1) สภาพปัญหา พบว่าการจัดการเรียนรู้เดิมมีลักษณะการบรรยายทางเดียวและยึดผู้สอนเป็นศูนย์กลาง ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความต้องการปรับเปลี่ยนไปสู่ "การจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม" โดยต้องการพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยาเพื่อร่วมตัดสินใจ ต้องการนำคลังประสบการณ์ชีวิตมาเป็นฐานการเรียนรู้ ต้องการเครือข่ายสนับสนุนทางสังคมเพื่อลดความโดดเดี่ยว และต้องการรูปแบบการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาในชีวิตจริง 2) แนวทางการบริหารจัดการการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลกบินทร์ จังหวัดปราจีนบุรี สามารถจำแนกได้ 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านนโยบายและบริบท ประกอบด้วย การรับนโยบายระดับชาติสู่การปฏิบัติในพื้นที่ และการวิเคราะห์บริบทพื้นที่และการกำหนดวิสัยทัศน์เชิงรุก 2) ด้านโครงสร้างและการบริหาร ประกอบด้วย การออกแบบโครงสร้างองค์กรแนวราบและยืดหยุ่น และกระบวนการวางแผนและพัฒนาหลักสูตรตามบริบทพื้นที่ 3) ด้านแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการและใช้พื้นที่เป็นฐาน การดึงประสบการณ์และภูมิปัญญาเป็นฐานการเรียนรู้ และการสะท้อนคิดและการเรียนรู้ระหว่างวัย 4) ด้านการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย การสร้างหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ และการบูรณาการทรัพยากรและการจัดการร่วมกัน 5) ด้านงบประมาณและทรัพยากร ประกอบด้วย ข้อจำกัดด้านงบประมาณและระเบียบภาครัฐ และการระดมทรัพยากรและสร้างความยั่งยืนด้วยตนเอง และ 6) ด้านผลลัพธ์และคุณค่าของโรงเรียนผู้สูงอายุ
สรุปผล: การจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลกบินทร์ จังหวัดปราจีนบุรี ควรมุ่งส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ โดยใช้ประสบการณ์ชีวิตเป็นฐานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ควบคู่กับการสนับสนุนด้านสังคมและเครือข่าย เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ แนวทางการบริหารจัดการควรดำเนินอย่างบูรณาการใน 6 ด้าน เพื่อมุ่งสู่การเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าของผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2565). แผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2566–2580). https://www.dop.go.th/download/laws/th1653553501-843_0.pdf
กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2568). สถิติผู้สูงอายุ. https://www.dop.go.th/th/statistics_page?cat=1&id=2569
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2553). พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 (ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2553). https://www.dop.go.th/th/laws/2/10/785
กิตติกวินท์ เอี่ยมวิริยาวัฒน์. (2568). คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในท้องถิ่นโดยใช้โรงเรียนผู้สูงอายุเป็นฐานตามหลักพฤฒพลัง เขตพื้นที่ตำบลสวายจีก อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์. วารสารสหวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์, 9(1). https://so02.tci-thaijo.org/index.php/journalfms-thaijo/article/view/278830
จาไอยดาภาข์ ฉัตรไพศาลกุล, พระครูศรีสุธรรมนิวิฐ, และวรกฤต เถื่อนช้าง. (2567). รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนผู้สูงอายุจังหวัดนครสวรรค์เพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าตามหลักอริยสัจ 4. วารสารวิจัยวิชาการ, 7(3), 45–58. https://doi.org/10.14456/jra.2024.59
จุฑามาส โหย่งไทย. (2563). การบริหารจัดการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุของเทศบาลนคร [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร]. https://ithesis-ir.su.ac.th/dspace/handle/123456789/3288
พระครูสิริภูรินิทัศน์ ฐิตสคฺโค (ดิษสวรรค์), วิรัช จงอยู่สุข, และปฏิธรรม สำเนียง. (2564). รูปแบบการบริหารเชิงพุทธในโรงเรียนผู้สูงอายุ. วารสารวิจัยวิชาการ, 4(2), 13–22. https://doi.org/10.14456/jra.2021.27
พูลศักดิ์ หอมสมบัติ, พระใบฎีกาสุพจน์ ตปสีโล (เกษนคร), บรรจง ฝางคำ, และสมศักดิ์ ศรศักดา. (2565). โรงเรียนผู้สูงอายุ: การเสริมสร้างศักยภาพผู้สูงอายุในสังคมสูงวัย. วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย, 6(2), 540–551. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/257773
ยุรธร จีนา. (2567). รูปแบบการบูรณาการ บ้าน วัด โรงเรียน ในการสร้างคุณค่าในตนเองสำหรับผู้สูงอายุในชุมชน. Journal of Interdisciplinary Social Development and Academic Progress, 2(1), 1-14. https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/1022
ราชกิจจานุเบกษา. (2560). รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/040/1.PDF
วงธรรม สรณะ, ขวัญศิริ เจริญทรัพย์, และชูวงศ์ อุบาลี. (2567). กระบวนการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลวังใหม่ อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี. วารสารวิจัยวิชาการ, 7(6), 293–306. https://doi.org/10.14456/jra.2024.153
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2564). สภาพการจัดการศึกษาผู้สูงอายุในประเทศไทย. บริษัท พริกหวานกราฟฟิค. https://backoffice.onec.go.th/uploads/Book/1877-file.pdf
สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ. (2564). รายงานการศึกษาเรื่อง การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) เพื่อรองรับการพลิกโฉมฉับพลันและวิกฤตการณ์โลก. https://www.nxpo.or.th/th/report/9519/
สุดารัตน์ ขุนโต, ธนัสถา โรจนตระกูล, และโชติ บดีรัฐ. (2568). ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในการดำเนินการโรงเรียนผู้สูงอายุ ตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก. วารสารสังคมศาสตร์และศาสตร์รวมสมัย, 6(2), 13–28. https://so09.tci-thaijo.org/index.php/JSMIS/article/view/5986
อรรณพ นิยมเดชา, และสุเมษย์ หนกหลัง. (2566). แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในชุมชน. วารสารวิจัยวิชาการ, 6(6), 115–130. https://doi.org/10.14456/jra.2023.133
Gierszewski, D., & Kluzowicz, J. (2021). The role of the University of the Third Age in meeting the needs of older adult learners in Poland. Gerontology & Geriatrics Education, 42(3), 437–451. https://doi.org/10.1080/02701960.2021.1871904
Gomes, F. R. H., Giovanetti-Gomes, G. M., Beggiato, S. M. O., de Paula, A. C., de Oliveira, V., & Vagetti, G. C. (2023). Indicators of quality of life according to self-efficacy, physical activity, and cognition among elderly people attending open universities for the elderly in southern Brazil. Acta Colombiana de Psicología, 26(2), 23–32. https://doi.org/10.14718/ACP.2023.26.2.3
Knowles, M. S. (1990). The adult learner: A neglected species (4th ed.). Gulf Publishing.
Kolb, D. A. (1984). Experiential learning: Experience as the source of learning and development. Prentice-Hall.
Wang, Y. (2024). Research on the model of digital learning for elderly people in the context of lifelong education. In Proceedings of the 2024 8th International Seminar on Education, Management and Social Sciences (ISEMSS 2024) (pp. 268–276). Atlantis Press. https://doi.org/10.2991/978-2-38476-297-2_34
Wolf, M. A. (2009). Older adulthood. In P. Jarvis (Ed.), The Routledge international handbook of lifelong learning. Routledge.
Zhang, F., & Abd. Rahim, N. (2024). The impact of education on the elderly's well-being: A meta-study. International Journal of Infrastructure Research and Management, 12(2), 68–78.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ






