การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ประเภทวิชาอุตสาหกรรม สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี
คำสำคัญ:
แรงจูงใจในการเรียน, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, นักศึกษาอาชีวศึกษา, ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง, ประเภทวิชาอุตสาหกรรมบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การอาชีวศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้านอุตสาหกรรมของประเทศ อย่างไรก็ตาม รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษาอาชีวศึกษาในจังหวัดสุพรรณบุรี
พบความขัดแย้งของสมรรถนะ กล่าวคือ ผู้เรียนมีอัตราการผ่านการประเมินมาตรฐานวิชาชีพในระดับสูง แต่ผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการพื้นฐานกลับต่ำกว่ามาตรฐาน การค้นคว้าอิสระครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการเรียนของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ประเภทวิชาอุตสาหกรรม สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี 2) ศึกษาระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษากลุ่มดังกล่าว และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณในรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับ ปวส. ประเภทวิชาอุตสาหกรรม จาก 4 วิทยาลัย ในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 307 คน ซึ่งกำหนดขนาดด้วยสูตรของ Taro Yamane
ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ครอบคลุมแรงจูงใจ 9 ด้าน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.60 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
ผลการวิจัย: ผลการวิจัยพบว่า 1) แรงจูงใจในการเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.32, S.D. = 0.94) โดยแรงจูงใจภายในมีค่าเฉลี่ย 4.32 และแรงจูงใจภายนอกมีค่าเฉลี่ย 4.31 ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดของแรงจูงใจภายใน คือ ด้านความรับผิดชอบและความเพียรพยายาม (x̅ = 4.37) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดของแรงจูงใจภายนอก คือ ด้านความต้องการความผูกพันและกลุ่มเพื่อน (x̅ = 4.36) 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง โดยร้อยละ 44.63 มีเกรดเฉลี่ยสะสมมากกว่า 3.50 ขึ้นไป และร้อยละ 29.97 มีเกรดเฉลี่ยระหว่าง 3.00 - 3.50 และ 3) แรงจูงใจในการเรียนโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
(r = .657, p < .01) แรงจูงใจภายในมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับสูง (r = .673, p < .01) และแรงจูงใจภายนอกมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลาง (r = .568, p < .01)
สรุปผล: แรงจูงใจในการเรียน โดยเฉพาะแรงจูงใจภายใน เป็นปัจจัยทางจิตวิทยาที่สำคัญในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาประเภทวิชาอุตสาหกรรม สถานศึกษาควรส่งเสริมรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่กระตุ้นแรงจูงใจภายในควบคู่กับการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้และคุณภาพการสอนที่ดี เพื่อสนับสนุนความสำเร็จทางการเรียนของผู้เรียนอย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
นวรัตน์ ศึกษากิจ. (2561). แรงจูงใจในการเรียนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาอาชีวศึกษา. วารสารวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา, 5(2), 45-58.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. (2561). กรอบมาตรฐานการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา พ.ศ. 2561. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา.
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. (2568). OVEC Dashboard. สืบค้น 19 พฤศจิกายน 2568, จาก https://ovec.dashboard.in.th/
สุมรา คงภิรมย์เชิญ และนวรัตน์ ศึกษากิจ. (2558). ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์, 26(3), 112-125.
Alderfer, C. P. (1969). An empirical test of a new theory of human needs. Organizational Behavior and Human Performance, 4(2), 142-175.
Bandura, A. (1986). Social foundations of thought and action: A social cognitive theory. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.
Deci, E. L., & Ryan, R. M. (2000). The "what" and "why" of goal pursuits: Human needs and the self-determination of behavior. Psychological Inquiry, 11(4), 227-268.
Eccles, J. S., & Wigfield, A. (2002). Motivational beliefs, values, and goals.Annual Review of Psychology, 53, 109-132.
Likert, R. (1932). A technique for the measurement of attitudes. Archives of Psychology, 22(140), 1-55.
Locke, E. A., & Latham, G. P. (2002). Building a practically useful theory of goal setting and task motivation: A 35-year odyssey. American Psychologist, 57(9), 705-717.
Maslow, A. H. (1970). Motivation and personality (2nd ed.). New York: Harper & Row.
McClelland, D. C. (1961). The achieving society. Princeton, NJ: Van Nostrand.
Yamane, T. (1973). Statistics: An introductory analysis (3rd ed.). New York: Harper and Row.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal for Developing the Social and Community

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์บทความ


