การเปรียบเทียบความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการสืบค้นสารสนเทศของนักเรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์ แบบปัญหาเป็นฐานและแบบปกติ สาระการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ผู้แต่ง

  • ภูชิต ภูกาบไส มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
  • อรัญ ซุยกระเดื่อง มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

คำสำคัญ:

การเรียนรู้เชิงรุก, วิธีการทางประวัติศาสตร์, ปัญหาเป็นฐาน, คิดอย่างมีวิจารณญาณ, การสืบค้นสารสนเทศ, ความพึงพอใจ

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และแบบปัญหาเป็นฐาน ภายใต้กรอบแนวคิดที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและการเรียนรู้เชิงรุกให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 นอกจากนี้ งานวิจัยยังมุ่งเปรียบเทียบความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการสืบค้นสารสนเทศของนักเรียนหลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้ทั้งสามรูปแบบ ได้แก่ แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์ แบบปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้แบบปกติ รวมทั้งศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และแบบปัญหาเป็นฐาน เพื่อสะท้อนคุณภาพของการจัดการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของผู้เรียนในบริบทการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์

ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยนี้กำหนดตัวแปรอิสระเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3 วิธี ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์ แบบปัญหาเป็นฐานและแบบปกติ ส่วนตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความสามารถในการสืบค้นสารสนเทศ และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ จำนวน 126 คน รวม 3 ห้องเรียน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และแบบปัญหาเป็นฐาน จำนวน 10 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณแบบวัดความสามารถในการสืบค้นสารสนเทศและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบเอฟ (F-test)

ผลการวิจัย: กิจกรรมการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และแบบใช้ปัญหาเป็นฐานมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยกิจกรรมการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.29/85.94 และแบบปัญหาเป็นฐานมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.91/81.09 ตามลำดับ นอกจากนี้ ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และแบบใช้ปัญหาเป็นฐานมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณไม่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองกลุ่มมีคะแนนสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (F = 56.165, p < .01) ในด้านความสามารถในการสืบค้นสารสนเทศ พบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานมีความสามารถในการสืบค้นสารสนเทศสูงที่สุด รองลงมาคือกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์ และกลุ่มที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบปกติ โดยความแตกต่างดังกล่าวมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (F = 28.866, p < .01) นอกจากนี้ ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และแบบใช้ปัญหาเป็นฐานมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก

สรุปผล: การจัดการเรียนรู้เชิงรุกทั้งแบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และแบบปัญหาเป็นฐาน ช่วยเสริมสร้างกระบวนการสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียนตามแนวคิดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ โดยผู้เรียนได้ใช้ปัญหาและหลักฐานในการประเมินและสร้างข้อสรุปด้วยตนเอง ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การใช้สารสนเทศอย่างมีเหตุผล และทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้ อันเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาหลักสูตรและการสอนในศตวรรษที่ 21

เอกสารอ้างอิง

กนกพจน์ ณยศ, โชคเจริญ, และ รัชชัย จิตรนันท์. (2561). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ รายวิชาประวัติศาสตร์ไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ร่วมกับผังความคิด. วารสารการบริหารและการนิเทศการศึกษา, 9(3), 35-43.

ชฎาพร จันทนา และ อรัญ ซุยกระเดื่อง. (2565). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรูปแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 16(3), 131-140.

ปภัสรา กุลสุนทร. (2562). ผลการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะการสืบค้นสารสนเทศ สำหรับนักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี, 13(1), 154-163.

พิชาติ แก้วพวง. (2563). ศาสตร์การจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์. (2566). รายงานประจำปีของสถานศึกษา Self-Assessment Report : SAR ปีการศึกษา 2566. กาฬสินธุ์: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์.

วรรณา มงคลสินธุ์. (2565). แนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงหลังยุคโควิด-19. วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 8(1), 283-298.

วิจารณ์ พานิช. (2556). การสร้างการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสยามกัมมาจล.

วิไลพร สำเภาเนาท์. (2566). การพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ รายวิชาประวัติศาสตร์ โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ (วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต). ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา.

ศศินันท์ เศรษฐวัฒน์บดี. (2557). ทักษะการรู้สารสนเทศ (Information Literacy Skills). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์.

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี. (2565). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570). กรุงเทพฯ: ราชกิจจานุเบกษา.

แสงระวี ปัญญา. (2558). การพัฒนาทักษะการสืบค้นข้อมูลของนักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย. วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, 9(1), 1-12.

อรัญ ซุยกระเดื่อง. (2566). เอกสารประกอบการสอนวิชาวิจัยทางการศึกษา (Education Research). มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.

Kim, K., Sharma, P., Land, S. M., & Furlong, K. P. (2013). Effects of active learning on enhancing student critical thinking in an undergraduate general science course. Innovative Higher Education, 38(3), 223–235.

Shirazi, F., & Heidari, S. (2019). The relationship between critical thinking skills and learning styles and academic achievement of nursing students. The Journal of Nursing Research, 27(4), e38.

Tshewang, S., & Wangdi, R. (2021). Application of Problem-Based Learning (PBL) strategy in History class to enhance critical thinking skill of 8th standard students. Asian Journal of Education and Social Studies, 23(1), 1–14. doi.org

Wineburg, S., McGrew, S., Breakstone, J., & Ortega, T. (2016). Evaluating information: The cornerstone of civic online reasoning (Executive Summary). Stanford History Education Group.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-05-19

รูปแบบการอ้างอิง

ภูกาบไส ภ., & ซุยกระเดื่อง อ. (2026). การเปรียบเทียบความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการสืบค้นสารสนเทศของนักเรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์ แบบปัญหาเป็นฐานและแบบปกติ สาระการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. Journal for Developing the Social and Community, 13(2), 61–84. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/rdirmu/article/view/298890

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย