การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมการรู้ เรื่องภูมิศาสตร์สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3

ผู้แต่ง

  • รณจักร ยั่งยืน มหาวิทยาลัยบูรพา
  • ปานเพชร ร่มไทร มหาวิทยาลัยบูรพา
  • สมศิริ สิงห์ลพ มหาวิทยาลัยบูรพา

คำสำคัญ:

การพัฒนารูปแบบจัดการเรียนรู้, ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง, การเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ
3) เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์

ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 461 คน และครูผู้สอนภูมิศาสตร์ จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 41 คน โดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบวัดการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ สถิติที่ใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าขนาดอิทธิพล และ ระยะที่ 3 ศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ต่อการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 41 คน ที่เข้าร่วมในระยะที่ 2 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบวัดเจตคติต่อการเรียนภูมิศาสตร์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการวิจัย: พบว่า 1. การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ และปัจจัยสนับสนุนการจัดการเรียนรู้

  1. ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่าการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียน ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 ด้านคือ (1) ความสามารถทางภูมิศาสตร์ (2) กระบวนการทางภูมิศาสตร์ และ (3) ทักษะทางภูมิศาสตร์ พบว่าการรู้เรื่องภูมิศาสตร์โดยรวมของนักเรียนมีการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p < 0.001 โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 26.25 เป็น 47.25 จากคะแนนเต็ม 60 คะแนน คิดเป็นการพัฒนาร้อยละ 78.75 ค่าสถิติทดสอบ t = 12.89 และมีขนาดอิทธิพล (Cohen's d) เท่ากับ 3.29 ซึ่งเป็นขนาดอิทธิพลขนาดใหญ่ (Large Effect) ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลสูงมากในการส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อย่างครอบคลุมในทุกองค์ประกอบ
  2. เจตคติของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก

สรุปผล: การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจน โดยรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมสูงตามการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ สามารถพัฒนาการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกองค์ประกอบ และสร้างเจตคติเชิงบวกต่อการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการ บูรณาการทฤษฎีการเรียนรู้หลายทฤษฎีเข้าด้วยกันเพื่อสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีประสิทธิผลสูง

เอกสารอ้างอิง

กนก จันทรา. (2565). การจัดการเรียนรู้เพื่อการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ในวิชาสังคมศึกษา. สืบค้นจาก http://academic.obec.go.th/images/mission/1524627007_d_1.pdf

ชลาธิป สมาหิโต. (2562). การจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานสำหรับเด็กปฐมวัย. วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร, 38(1), 113–129.

เฌอณรินทร์ วรรณรัตนางกูร. (2562). การพัฒนาการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ในการเรียนภูมิศาสตร์ทวีปเอเชียของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยกระบวนการทางภูมิศาสตร์ร่วมกับเทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ตะวัน ไชยวรรณ และ กุลธิดา นุกูลธรรม. (2564). การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน: การเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมความรู้ของผู้เรียนในโลกแห่งความจริง. วารสารบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, 15(2), 251–263.

ธีระวัฒน์ เซิบรัมย์. (2564). ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับเทคนิคคำถาม R-C- A ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทาง วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมชนไมตรีอุทิศจังหวัดนนทบุรี. วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, 13(1), 82–97.

พงศธร มหาวิจิตร. (2560). นวัตกรรมการศึกษาจากฟินแลนด์. นิตยสาร สสวท, 46(209), 40–45.

พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2543). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ (พิมพ์ครั้งที่ 8). สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

มณฑา ชุ่มสุคนธ์. (2564). การจัดการภูมิศาสตร์ในโรงเรียน. ขอนแก่น: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

มาเรียม นิลพันธุ์. (2557). วิธีวิจัยทางการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 8). มหาวิทยาลัยศิลปากร.

รัตนาภรณ์ ทรงนภาวุฒิกุล. (2560). การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ด้วยการใช้คะแนนรูบริค: Scoring rubrics. วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, 12(1), 1-14.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2560). มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

องอาจ นัยพัฒน์. (2554). การออกแบบการวิจัย : วิธีการเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ และผสมผสานวิธีการ. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อนุเบศ ทัศนิยม. (2563). การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน. [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

Cohen, L., Manion, L., & Morrison, K. (2011). Research methods in education (7th ed.). London: Routledge.

Joyce, B. R., Weil, M., & Calhoun, E. (2000) Models of Teaching. Sixth edition. Needham Heights, MA: Allyn and Bacon.

John W. Creswell, & Vicki L. Plano Clark. (2007). Designing and Conduction Mixed Methods Research. Thousand Oaks.

Kruse, K. (2008). Introduction to instructional design and the ADDIE model.

RetrievedOctober10,2008,http://www.elearningguru.com/articles/art2_1.html.

Lee Cronbach. (1990). Essentials of Psychological Testing (5 ed.). Harper & Row.

Marsh, D., Perez, W. D., & Morales, M. E. (2019). Enhancing language awareness and competence-building through a fusion of phenomenon-based learning and content and language integration. Journal of e-Learning and Knowledge Society, 15(1), 62.

Piaget, J. (1972). Intellectual evolution from adolescence to adulthood. Human Development, 15, 1–12. http://dx.doi.org/10.1159/000271225

Silander, P. (2015). Phenomenon based learning rubric. Retrieved August 12, 2021, from http://nebula.wsimg.com/c58399e5d05e6a656d6e74f40b9e0c09?AccessKeyId=32 09BE92A5393B603C75&disposition=0&alloworigin=1

Symeonidis, V., & Schwarz, J. F. (2016). Phenomenon-based teaching and learning through the pedagogical lenses of phenomenology: The recent curriculum reform in Finland. Forum Oświatowe, 28(2), 31–47.

Vygotsky, L. S. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Cambridge, MA: Harvard University Press.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-08-28

รูปแบบการอ้างอิง

ยั่งยืน ร., ร่มไทร ป., & สิงห์ลพ ส. (2025). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมการรู้ เรื่องภูมิศาสตร์สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 . Journal for Developing the Social and Community, 12(2), 561–586. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/rdirmu/article/view/289277

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย