คำอุทานและวัจนกรรม: การสร้างอัตลักษณ์และเสียงเล่าในวรรณกรรมชุด “บันทึกของตุ๊ด”
Main Article Content
บทคัดย่อ
การแสดงออกทางภาษาในวรรณกรรมร่วมสมัย โดยเฉพาะวรรณกรรมที่สะท้อนประสบการณ์ของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ มีบทบาทสำคัญในการประกอบสร้างอัตลักษณ์และเสียงเล่าของผู้เขียน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์คำอุทาน 2) วิเคราะห์วัจนกรรม และ 3) วิเคราะห์บทบาทของคำอุทานและวัจนกรรมในการสร้างอัตลักษณ์และเสียงเล่าในวรรณกรรมชุด บันทึกของตุ๊ด เล่ม 1–3 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยอาศัยแนวคิดคำอุทานของ Ameka (1992) ทฤษฎีวัจนกรรมของ Searle (1979) และแนวคิดการประกอบสร้าง อัตลักษณ์และเสียงเล่าของ Bucholtz และ Hall (2005) เป็นกรอบในการวิเคราะห์ เกณฑ์การคัดเลือกข้อมูลคือถ้อยคำที่ปรากฏในตัวบทซึ่งมีลักษณะเป็นคำอุทานและข้อความที่แสดงเจตนาเชิงวัจนกรรมอย่างชัดเจน จากการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) พบว่า คำอุทานสามารถจำแนกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ คำอุทานแสดงอารมณ์ คำอุทานปฏิสัมพันธ์ และคำอุทานเชิงสัญญะวัฒนธรรม ส่วนวัจนกรรมจำแนกได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ วัจนกรรมแสดงความเชื่อหรือข้อเท็จจริง วัจนกรรมชี้นำ วัจนกรรมแสดงความตั้งใจหรือสัญญา และวัจนกรรมแสดงความรู้สึก นอกจากนี้ คำอุทานและวัจนกรรมมีบทบาทสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ของผู้เล่าในฐานะบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยปรากฏผ่านการใช้ภาษาเชิงอารมณ์ ภาษาเชิงประชดประชัน และภาษาที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่ม ซึ่งก่อให้เกิดเสียงเล่า 2 ลักษณะ ได้แก่ เสียงเล่าแบบแสดงอารมณ์เกินจริง และเสียงเล่าแบบประชดประชัน อันสะท้อน อัตลักษณ์ของกลุ่มผู้เล่าที่เรียกตนเองว่า “ตุ๊ด” อย่างชัดเจน งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า คำอุทานและ วัจนกรรมมิได้เป็นเพียงเครื่องมือในการแสดงอารมณ์และเจตนา แต่เป็นทรัพยากรทางภาษาที่ใช้ในการประกอบสร้างอัตลักษณ์และสร้างความหมายทางสังคมภายในวัฒนธรรมย่อยของกลุ่มดังกล่าว
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยฯ เป็นลายลักษณ์อักษรเอกสารอ้างอิง
ธีร์ธวิต เศรฐไชย. (2557). บันทึกของตุ๊ด เล่ม 1. ธิงค์ บียอนด์ บุ๊คส์.
ธีร์ธวิต เศรฐไชย. (2558). บันทึกของตุ๊ด เล่ม 2. ธิงค์ บียอนด์ บุ๊คส์.
ธีร์ธวิต เศรฐไชย. (2558). บันทึกของตุ๊ด เล่ม 3. ธิงค์ บียอนด์ บุ๊คส์.
สุพิศตรา อภิชาโต ไพบูลย์ ดวงจันทร์ และสมิทธ์ชาต์ พุมมา. (2564). การสร้างคำสแลงในหนังสือบันทึกของตุ๊ด.
ในรายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ 12, น. 606–616. มหาวิทยาลัยหาดใหญ่. https://www.hu.ac.th/Conference/conference2021/Proceeding/doc/02%20HU/103-HU%20(P.606%20-%20616).pdf
สุรเดช โชติอุดมพันธ์. (2559). ทฤษฎีวรรณคดีวิจารณ์ตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 20. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อรทัย เพียยุระ มารศรี สอทิพย์ และอุมารินทร์ ตุลารักษ์. (2566). การสร้างภาพลักษณ์เกย์แบบใหม่ผ่านน้ำเสียงผู้เล่าในวรรณกรรมเรื่องฤดูหลงป่า. Journal of Roi Kaensarn Academi. 8(4), 161–173. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JRKSA/article/view/262300
Ameka, F. (1992). Interjections: The universal yet neglected part of speech. Journal of Pragmatics. 18(2-3), 101–118.
Austin, J. L. (1962). How to do things with words. Oxford University Press.
boyd, d. (2014). It’s complicated: The social lives of networked teens. Yale University Press.
Bucholtz, M., & Hall, K. (2005). Identity and interaction: A sociocultural linguistic approach. Discourse Studies. 7(4–5), 585–614. https://doi.org/10.1177/1461445605054407
Butler, J. (1990). Gender trouble: Feminism and the subversion of identity. Routledge.
Cameron, D., & Kulick, D. (2003). Language and sexuality. Cambridge University Press.
Leap, W. L. (2011). Language, sexuality, and gender. Cambridge University Press.
Rimmon-Kenan, S. (2002). Narrative fiction: Contemporary poetics (2nd ed.). Routledge.
Searle, J. R. (1979). Expression and meaning: Studies in the theory of speech acts. Cambridge University Press.