วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal <p><strong>วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้</strong></p> <p><strong>Online ISSN: 2985-2471</strong></p> en-US ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยฯ เป็นลายลักษณ์อักษร liberalartsjournal@gmail.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารดา เดชะประทุมวัน) liberalartsjournal@gmail.com (นางสาวหฤทัย คงธนจารุอนันต์) Fri, 26 Dec 2025 08:59:09 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ชานมไข่มุก: จากสินค้าวัฒนธรรมสู่เครื่องดื่มทางการเมือง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/288955 <p>บทความวิชาการเรื่อง ชานมไข่มุก: จากสินค้าวัฒนธรรมสู่เครื่องดื่มทางการเมือง ได้ศึกษาถึงพัฒนาการของ<br />ชานมไข่มุก โดยเริ่มจากการเป็นกระแสของชานมไข่มุกในไต้หวันในช่วงแรกในราวปี ค.ศ.1990 ต่อมาเกิดการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม ส่งผลให้ชานมไข่มุกได้รับความนิยมไปยังในหลาย ๆ ภูมิภาคของโลก แต่เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งกระแสการบริโภคชานมไข่มุกกลับลดลง อันเนื่องมาจากคุณภาพของสินค้ารวมถึงกระแสการรักษาสุขภาพ แต่แล้วในปี ค.ศ. 2017 ชานมไข่มุกก็ได้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งและกลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมของไต้หวัน ด้วยนโยบายมุ่งใต้ใหม่ ที่มุ่งสร้างความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และในเวลาต่อมาชานมไข่มุกได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองในนามของพันธมิตรชานม (Milk Tea Alliance) กับการต่อสู้ทางออนไลน์เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย</p> แพรวา รัตนทยา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/288955 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 “แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง” และ “ปลายจวัก”: การสื่อสารภาพลักษณ์ วัฒนธรรมอาหารของชาติพันธุ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/281058 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การสื่อสารภาพลักษณ์วัฒนธรรมอาหารในภาพยนตร์ชุด <br />“แดจังกึม” และ “ปลายจวัก” และ 2) รูปแบบการใช้ตัวละครหญิงนำเสนอสารัตถะด้านวัฒนธรรมอาหาร ผลการศึกษาพบว่า ในด้านการสื่อสารภาพลักษณ์วัฒนธรรมอาหาร พบ 6 ลักษณะ คือ 1) อาหารกับเรื่องเล่า 2) การถ่ายทอดความรู้ด้านอาหารจากบ้านสู่วัง 3) อัตลักษณ์วัตถุดิบในท้องถิ่น 4) ความพิถีพิถันในการปรุงอาหาร 5) วัฒนธรรมการรับประทานอาหาร และ 6) อาหารเป็นยา ในด้านรูปแบบการใช้ตัวละครหญิงนำเสนอสารัตถะ<br />ด้านวัฒนธรรมอาหาร พบ 4 ลักษณะ คือ 1) การดำเนินเรื่องผ่านตัวละครหญิงโดยใช้ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ 2) ภูมิหลังครอบครัวของตัวละคร 3) บุคลิกภาพของตัวละคร และ 4) พัฒนาการของตัวละคร แม้ว่าภาพยนตร์ชุดปลายจวักจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ชุดแดจังกึมฯ และมีลักษณะร่วมในด้านการสื่อสารภาพลักษณ์วัฒนธรรมอาหารที่เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม รูปแบบของการนำเสนอของทั้งสองเรื่องมีส่วนที่แตกต่างกัน โดยภาพยนตร์ชุดแดจังกึมฯ จะเน้นความเข้มข้นของเรื่องราวในรูปแบบบันเทิงคดีเป็นหลักและมีวัฒนธรรมอาหารแทรกประกอบอยู่ภายในเรื่อง แต่ในภาพยนตร์ชุดปลายจวักมีลักษณะของความเป็นสารคดีอาหารมากกว่า การศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าอาหารไม่ได้มีคุณค่าและมีความสำคัญเพียงหนึ่งในปัจจัยสี่ของชีวิตมนุษย์เท่านั้น หากแต่เป็นเครื่องมือในการสะท้อนอัตลักษณ์ เรื่องเล่า และวิถีชีวิตที่ถือเป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ (soft power) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการแสดงความเป็นชาติที่นำเสนอสู่สังคมโลกและผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ</p> วิเชษฐชาย กมลสัจจะ, ชญานนท์ ชมดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/281058 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสร้างสรรค์นาฏศิลป์พื้นบ้านประยุกต์ ชุด โพธิน้อมศรัทธา จากแนวคิด ประเพณีการแห่ไม้ค้ำโพธิ์ในบริบททางความเชื่อของชาวพุทธล้านนา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/284854 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ความรู้ประเพณีการแห่ไม้ค้ำโพธิ์ในบริบททางความเชื่อของชาวพุทธล้านนา 2) เพื่อสร้างสรรค์นาฏศิลป์พื้นบ้านประยุกต์ ชุดโพธิน้อมศรัทธา จากประเพณีการแห่ไม้ค้ำโพธิ์ <br />เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีที่ศึกษาแนวคิดทางวัฒนธรรม ความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา และการสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์เป็นกรอบการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง คือ ปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการด้านวัฒนธรรม <em> </em>ผู้สืบทอดประเพณี และนักแสดงทางด้านนาฏศิลป์พื้นบ้านประยุกต์ จำนวน 20 คน ด้วยวิธีคัดเลือกแบบเจาะจง และใช้แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกตเป็นเครื่องมือในการวิจัยเพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ประเพณีการแห่ไม้ค้ำโพธิ์ เป็นประเพณีอันดีงามของผู้คนในชุมชนภาคเหนือของประเทศไทยที่ช่วยส่งเสริมและสืบทอดพระพุทธศาสนามาแต่อดีต ต่อมามีการพัฒนาและปรับตัวตามบริบทของสังคมผ่านกระบวนการการให้ความหมายใหม่ จากการเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความศรัทธาในเชิงปัจเจกของผู้ที่ยกให้ต้นโพธิ์เป็นตัวแทนแห่งโพธิญาณ คือ พระปัญญาญาณอันประเสริฐเป็นเครื่อง<em>ตรัสรู้ของพระ</em>สัมมาสัมพุทธเจ้าที่ต้องค้ำจุนไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง สู่การพัฒนาเป็นกิจกรรมที่ชุมชนมีส่วนร่วมไปพร้อมกันจนเกิดเป็นประเพณีที่มีความหลากหลายของกิจกรรมทั้งด้านพระพุทธศาสนา ดนตรี นาฏศิลป์ วัฒนธรรม ประเพณี และการอนุรักษ์ธรรมชาติ ในแบบคณะบุคคลหรือชุมชน (2) กระบวนการสร้างสรรค์นาฏศิลป์พื้นบ้านประยุกต์ ชุดโพธิน้อมศรัทธา เป็นการใช้คุณค่าเชิงสุนทรียะสะท้อนแนวคิดของผู้คนในชุมชนบูรณาการผ่านผลงานสร้างสรรค์ทางด้านนาฏศิลป์พื้นบ้านประยุกต์ที่เชื่อมโยงกับการสืบทอดพระพุทธศาสนา ที่จะเป็นประโยชน์แก่การศึกษาในระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และคงไว้ซึ่งความเข้มแข็งของพลังศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาของชาวพุทธล้านนา</p> พัณณ์ชิตา เดชครุธ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/284854 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ข้อบกพร่องการใช้ภาษาไทยของชาวจีนที่พูดไทยเป็นภาษาที่สองในแอปพลิเคชันติ๊กต็อก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/287117 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อบกพร่องการใช้ภาษาไทยของชาวจีนที่พูดไทยเป็นภาษาที่สองในแอปพลิเคชันติ๊กต็อก ตามแนวคิดวิเคราะห์ข้อบกพร่องของ Corder (1981) โดยข้อมูลที่ใช้คือชาวจีนที่พูดไทยเป็นภาษาที่สองในแอปพลิเคชัน (application) ติ๊กต็อก (TikTok) ที่มีผู้ติดตามบัญชีมากกว่า 100,000 บัญชี (100K) ทั้งหมด 10 ช่อง รวมทั้งหมด 100 คลิป ผลการวิจัยพบข้อบกพร่องการใช้ภาษาไทย 3 ประเด็น โดยเรียงตามลำดับความถี่จากข้อบกพร่องที่พบมากไปน้อย ได้แก่ ข้อบกพร่องด้านการใช้คำพบร้อยละ 92.99 ข้อบกพร่องด้านความหมายพบร้อยละ 4.55 และข้อบกพร่องด้านโครงสร้างไวยากรณ์พบร้อยละ 2.46 จากผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นได้ว่า ชาวจีนที่พูดไทยเป็นภาษาที่สองมักพบข้อบกพร่องด้านการใช้คำมากที่สุด ซึ่งเกิดจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และการใช้ภาษาไทยของชาวจีนที่พูดไทยเป็นภาษาที่สอง โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อบกพร่องนี้ ได้แก่ การแทรกแซงจากภาษาแม่ การเหมารวมกฎไวยากรณ์ และการขาดการฝึกฝนในบริบทจริง</p> หรงจื้อ เติ้ง , ดีอนา คาซา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/287117 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับเยาวชน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/281131 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทของเยาวชน ดำเนินการวิจัยโดยใช้เทคนิคการวิจัยอนาคตแบบ EDFR เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 17 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทของเยาวชน ควรพัฒนาทักษะและความสามารถ ตามแนวคิดด้านการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ ใน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ 2) ด้านการเข้าใจข้อมูลสุขภาพ 3) ด้านการประเมินข้อมูลและบริการด้านสุขภาพ และ 4) ด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูลและบริการสุขภาพ และในส่วนของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ควรปฏิบัติและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก 3อ.2ส. ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1) การบริโภคอาหาร 2) การออกกำลังกาย 3) การจัดการความเครียด 4) การสูบบุหรี่ และ 5) การดื่มสุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์</p> อานนท์ สีดาเพ็ง, ปิยะพันธุ์ นันตา, เมธี วงศ์วีระพันธุ์, กัญจน์ จันทร์ศรีสุคต, จิตตรัตน์ ตันเสนีย์, จิราดร ถิ่นอ่วน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/281131 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/281545 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่ และ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่ โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้น<br />เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ และแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ <br />ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งผ่านการทดลองใช้แล้วก่อนดำเนินการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ<br />เชิงบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ <br />ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่ ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (𝑥̅ = 2.10, S.D. = 0.78) 2) ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตชนบทจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าปัจจัยด้านชีวสังคม ได้แก่ อายุ อาชีพ รายได้ต่อเดือน และระยะเวลาที่มีโรคประจำตัว ปัจจัยด้านระบบบริการสุขภาพ ปัจจัยด้านสังคมและวัฒนธรรม และปัจจัยด้านจิตวิทยา ปัจจัยทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความผันแปรความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร้อยละ 56.40 (Adjusted R² = 0.564, <br />F = 85.380, p &lt; 0.01)</p> <p> ข้อเสนอแนะสำหรับการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพให้ผู้สูงอายุในเขตชนบทนั้น ควรพัฒนาการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน เจ้าหน้าที่และเครือข่ายสุขภาพในชุมชน รวมทั้งการเพิ่มพูนทักษะในด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพและสิทธิการรักษา ด้านกิจกรรมนันทนาการ ด้านจิตวิทยา และด้านความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น</p> พิมพ์ดวงใจ ชัยชนะ, เมธี วงศ์วีระพันธุ์, ปิยะพันธุ์ นันตา, มธุรส สว่างบำรุง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/281545 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 “พบพรสวรรค์ แข็งแรง สมองไว”: ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอุดมการณ์ ในวาทกรรมโฆษณานมสำหรับเด็ก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/290301 <p>โฆษณามีบทบาทในการหล่อหลอมค่านิยมทางสังคม ถ่ายทอดอุดมการณ์ และกำหนดวิธีคิดของผู้คนในสังคม ข้อความโฆษณานมสำหรับเด็กมักเชื่อมโยงการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์นมบางยี่ห้อกับความแข็งแรง ความฉลาด และพรสวรรค์ของเด็กซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคเชื่อว่าคุณภาพชีวิตของลูกขึ้นอยู่กับการเลือกผลิตภัณฑ์นั้น ๆ งานวิจัยนี้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอุดมการณ์ในวาทกรรมโฆษณานมสำหรับเด็กในบริบทสังคมไทยโดยใช้แนวทางวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของแฟร์คลัฟ (Fairclough) โดยนำข้อความและภาพในโฆษณาผลิตภัณฑ์นมยอดนิยม <br />3 ยี่ห้อ ได้แก่ Enfagrow, Hi-Q และ S-26 ในช่วงปีพ.ศ. 2560 – 2566 จำนวน 30 คลิปโฆษณา มาเป็นข้อมูลในการศึกษา ผลการศึกษาพบว่าโฆษณาใช้ภาพและกลวิธีทางภาษาอย่างหลากหลาย เช่น การใช้คำศัพท์ที่มีความหมายเชิงบวกกับคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ การเลือกใช้คำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ การใช้ประโยคแสดงเหตุผล <br />การใช้ภาพกิจกรรมของชนชั้นกลาง-บนในเมือง เพื่อนำเสนออุดมการณ์แม่และเด็กที่พึงประสงค์ว่า แม่ที่ดีคือแม่ที่พร้อมจะทุ่มเทและรู้จักเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก ส่วนเด็กที่พึงประสงค์นั้นต้องแข็งแรง สมองไว มีศักยภาพพิเศษ ร่าเริง และพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา ปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมที่มีผลต่อการประกอบสร้างและสื่ออุดมการณ์ดังกล่าว ได้แก่ การให้คุณค่ากับความเป็นแม่ที่ดี ค่านิยมเรื่องพัฒนาการและความสำเร็จของเด็ก ความนิยมเรื่องแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ และแนวคิดบริโภคนิยมและภาพชนชั้นทางสังคม ผลทางอุดมการณ์ดังกล่าวอาจผลิตซ้ำอุดมการณ์แม่ในอุดมคติ เพิ่มแรงกดดันหรือความหวังเกี่ยวกับคุณลักษณะเด็กที่พึงประสงค์ ทั้งยังสร้างแนวคิดการเลี้ยงลูกเชิงการแข่งขันและเป็นการตอกย้ำความไม่เท่าเทียมทางชนชั้นที่โฆษณากำหนดภาพให้เด็กที่ได้รับนมสูตรพิเศษต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นเด็กที่เก่ง และมาจากครอบครัวที่พร้อมกว่าเด็กกลุ่มอื่น ๆ ในสังคม</p> นิภาดา โพธิ์เรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/290301 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบเครื่องแต่งกายตามชั้นยศของพระยาพิชัยดาบหักในการเข้าเฝ้าฯและงานพระราชพิธี ในสมัยกรุงธนบุรี และความเชื่อที่ปรากฏ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/288116 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบเครื่องแต่งกายตามชั้นยศของพระยาพิชัยดาบหักในการ<br />เข้าเฝ้าฯ งานพระราชพิธีในสมัยกรุงธนบุรีและความเชื่อที่ปรากฏ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูล<br />ทั้งจากเอกสารและการสัมภาษณ์วิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญตามคุณสมบัติที่กำหนดในงานวิจัย โดยการศึกษาครั้งนี้ได้ศึกษาขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นพระยาพิชัยในสมัยกรุงธนบุรี</p> <p>ผลการศึกษา ได้จากการวิเคราะห์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ เห็นควรให้สืบค้นเครื่องแต่งกายและเครื่องยศเทียบเท่าศักดินา 5,000 ตามศักดินาของเมืองพิชัย ทั้งอ้างอิงจากภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ไล่ลำดับจากศีรษะลงไป พบว่า พระยาพิชัยดาบหักควรได้รับพระราชทานเครื่องแต่งกาย ได้แก่ ลอมพอกเสวียนนากหรือลอมพอกเกี้ยวนาก เสื้อครุยเสื้อผ้าโปร่งตัวยาวสีขาวที่แหวกเปิดข้างหน้าตัวเสื้อคลุมถึงเข่า ผ้าลายอย่างเชิงกรวยชั้นเดียว เสื้อเข้มขาบแบบเสื้ออย่างน้อย รัดประคดหนามขนุน ที่จัดทำภายใต้คติความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์คือเขาพระสุเมรุและสมมติเทพ อันอนุมานได้ว่าเครื่องแต่งกายที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ก็ย่อมเปรียบความเชื่อการดำรงศักดิ์บริวารแห่งเทพเช่นเดียวกัน </p> สุภัคกาญจน์ จิวาลักษณ์, เอกพงค์ วรรณจักร, ปิยะนารถ ริมทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/288116 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 หัวเมืองเขมรป่าดงกับอันนัม – สยามยุทธ์ ค.ศ.1833 – 1846 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/286910 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหัวเมืองเขมรป่าดงกับอันนัม - สยามยุทธ์ ในช่วง ค.ศ.1833 – 1846 <br />โดยใช้วิธีการศึกษาทางประวัติศาสตร์ เน้นศึกษาจากเอกสารชั้นต้นประเภท ใบบอก จดหมายเหตุ รายงานการ<br />เดินทัพ ฯลฯ ของไทย เขมร เวียดนาม และเอกสารประเภทงานวิจัย วิทยานิพนธ์ ฯลฯ มาประกอบ ผลการศึกษาพบว่า <br />หัวเมืองเขมรป่าดงกับอันนัม - สยามยุทธ์ ค.ศ.1833 – 1846 มีความเกี่ยวพันกับการเป็นกำลังพลสำคัญในการรบทางบกให้กับกองทัพของสยาม โดยเฉพาะการรบในปี ค.ศ.1840 – 1841 และ ค.ศ.1845 หัวเมืองเขมรป่าดงเป็นกำลังพลหลักในการรบ รักษาค่าย ลาดตระเวนสืบข่าวในพื้นที่เขมรและญวน รวมถึงการใช้กำลังพลช้างในการรบจนได้รับชัยชนะในสงคราม และยังเป็นพื้นที่รองรับครัวที่ถูกกวาดต้อนอีกด้วย ปัจจัยที่ทำให้หัวเมืองเขมรป่าดงมีความสำคัญในการสงครามนี้ ได้แก่ 1. สภาพภูมิศาสตร์ที่มีอาณาเขตติดกับเมืองเขมร 2. ทรัพยากรธรรมชาติที่มีทั้งกำลังคนและช้าง <br />3. ภาษา วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ของผู้นำหัวเมืองเขมรป่าดง มีข้อเสนอแนะคือควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวเมืองลาวตะวันออกกับอันนัม - สยามยุทธ์และรวมถึงการใช้ช้างกับการสงครามในลุ่มน้ำโขง เพื่อให้การศึกษามีความสมบูรณ์และรอบด้านมากขึ้น</p> ปฏิมากรณ์ มาดี, ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์, ณัฐหทัย มานาดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/286910 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ประเทศชาติในคำกล่าวสุนทรพจน์ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ของผู้นำประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/287010 <p>บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ประเทศชาติในคำกล่าวสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ของผู้นำประเทศไทย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์รัฐบาลไทย ROYAL THAI GOVERNMENT และเพลย์ลิสต์ “คำกล่าวสุนทรพจน์” ของช่อง “ไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล” จาก YouTube จำนวน 9 ฉบับ และอาศัยแนวคิดอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ของเลคอฟและจอห์นสัน (Lakoff &amp; Johnson, 1980) ผลการวิจัยพบว่า ถ้อยคำ<br />อุปลักษณ์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศชาติในคำกล่าวสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ <br />พ.ศ. 2558 ถึง พ.ศ. 2566 ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สะท้อนอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่ [ประเทศชาติ คือ ครอบครัว] [ประเทศชาติ คือ ผู้เดินทาง] [ประเทศชาติ คือ สมรภูมิ] [ประเทศชาติ คือ สิ่งก่อสร้าง] และ [ประเทศชาติ คือ เครื่องจักร] โดยสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองต่าง ๆ ที่มีต่อประเทศชาติของผู้นำประเทศไทย <br />เช่น มองว่าประเทศชาติเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีความรัก ความสามัคคี และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนกับผู้นำประเทศ เป็นผู้เดินทางที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคและมุ่งสู่เป้าหมายแห่งสันติสุขและความเจริญรุ่งเรือง เป็นสมรภูมิที่ต้องเผชิญหน้าและต่อสู้กับภัยคุกคามและความท้าทาย เป็นสิ่งก่อสร้างที่ต้องได้รับการร่วมกันสร้าง บูรณะ ฟื้นฟู และพัฒนาให้มีความมั่นคงและยั่งยืน และเป็นเครื่องจักรที่ต้องอาศัยการทำงานอย่างสอดประสานของชิ้นส่วนต่าง ๆ <br />เพื่อขับเคลื่อนประเทศชาติไปข้างหน้า ทั้งนี้ การใช้อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในคำกล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนแนวคิดในการบริหารประเทศของผู้นำประเทศไทยเท่านั้น หากยังเป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางการเมืองที่มีพลังในการปลุกเร้าอารมณ์และความรู้สึกร่วมของประชาชนในการมีส่วนร่วมกับภารกิจเพื่อชาติ รวมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ของผู้นำประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลวิธีทางภาษาที่สื่ออุดมการณ์ในคำกล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าว</p> จื้อเชา ชุย, ภคภต เทียมทัน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/287010 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 Women’s Empowerment in English Songs https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/285273 <p>The qualitative and comparative research analyzes the lyrics of 30 popular English songs by female artists released between 2010 and 2023. The three objectives are 1) to explore the English used in the songs, 2) to examine the rhetorical message of women’s empowerment in the lyrics, and 3) to investigate the social context and perspectives of the lyrics, focusing on contemporary social views and issues that affect and involve women, particularly in terms of power relations, ideologies, and more. The investigation relies on language and discourse analysis, with an emphasis on symbolism and metaphors. A feminist lens is an approach employed to reveal the thematical feminist expressions, highlighting female power and voice within the context of ‘women’s empowerment,’ especially in the face of today’s gender inequality. As a result, the songs reflect modern English usage, and English grammatical elements relevant to the contemporary world. The prevalent empowering techniques include narratives of positive transformation and occasional use of sarcasm and dark humor. Importantly, the songs are embedded with explicit and implicit meanings, centered around the rhetorical theme of ‘women’s empowerment’—a theme arguably shaped by the current global feminist movement. The women’s empowerment can be understood through the proposed categories with themes and sub-themes showcasing the complexity and diversity of female-empowering messages. From a more sophisticated perspective, these notable characteristics suggest that the music can be viewed as ‘feminist resistance’ to patriarchy and gender inequality while addressing broader social issues that women face, such as political challenges, mental health, sexual violence, and the COVID-19 pandemic. These findings provide valuable insights from the selected set of songs, emphasizing women’s power, the connection between music and social reality, and the profound social and cultural significance of music.</p> Kulaya Pongpan ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalartsjournal/article/view/285273 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700