แนวทางการจัดการตนเองของผู้สูงอายุบนพื้นที่สูงในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อศึกษาแนวทางการจัดการตนเอง
ของผู้สูงอายุบนพื้นที่สูงในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ พื้นที่บ้านแม่มอญ ตำบล
ห้วยชมภู อ.เมือง จ.เชียงราย โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดการจัดการตนเอง 6 ขั้นประกอบด้วย การตั้งเป้าหมาย การรวบรวมข้อมูล การประเมินผล การตัดสินใจ การปฏิบัติและการประเมินตนเอง การวิจัยมี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยวิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างเป็นคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับสุขภาพของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล จำนวน 10 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ ผู้นำชุมชน จำนวน 2 คน เจ้าหน้าที่สุขภาพปฏิบัติงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ จำนวน 2 คน เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 2 คน ผู้สูงอายุ จำนวน 2 คน ผู้ดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 2 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 การดำเนินการจัดกิจกรรมฝึกทักษะจัดการตนเองตามปัญหาสุขภาพที่ได้จากผลการสัมภาษณ์ในขั้นตอนที่ 1 ผู้สูงอายุมีปัญหาสุขภาพ 3 ปัญหา คือ 1) ปัญหาด้านการรับประทานอาหาร 2) ปัญหาการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี และ 3) ปัญหาการใช้สื่อต่างๆ คัดเลือกโดยสุ่มตัวอย่างจากสถิติระเบียนเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่มอญ 3 กลุ่ม ๆ ละ 20 คน
รวม 60 คน เข้าร่วมกิจกรรมเชิงปฏิบัติการและทำการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและแบบไม่มีส่วนร่วม ขณะปฏิบัติกิจกรรมทั้งหมด 5 ครั้ง ระยะเวลา 6 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการพรรณนา หลังจากปฏิบัติกิจกรรม ใช้เครื่องมือวิจัยเชิงปริมาณเป็นแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องและความเที่ยงตรงจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน
โดยรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุทั้ง 60 คนที่ผ่านการปฏิบัติทักษะการจัดการ
ตนเอง จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพผู้สูงอายุ โดยภาพรวมอยู่ในระดับ
ปานกลาง (x̄ =3.30) คะแนนของทักษะย่อยด้านการจัดการตนเองของผู้สูงอายุอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =3.30) และผู้วิจัยได้แนวทางการจัดการตนเองผ่านการปฏิบัติกิจกรรม
เพื่อพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผู้สูงอายุบนพื้นที่สูงนำไปสู่ปฏิบัติพฤติกรรมที่ดี ดังนี้
1.การมีปฏิสัมพันธ์แบบกลุ่มช่วยเหลือกลุ่มเรียนรู้ร่วมกันของผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพแบบเดียวกันได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกันด้วยภาษาของชนเผ่า (participatory learning and group process)
2.การให้ข้อมูลสนับสนุนด้านสุขภาพด้วยวิธีการตรวจสอบความเข้าใจเพื่อ
พัฒนาการเรียนรู้ผู้สูงอายุ (Checking for understanding after the supporting health information) เจ้าหน้าที่สุขภาพต้องใช้วิธีการให้ข้อมูลสนับสนุนด้านสุขภาพ ด้วยวิธีการตรวจสอบความเข้าใจเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้วยการพูด ตอบคำถาม การนำเสนอ ทำให้เกิดความมั่นใจในการแก้ปัญหาสุขภาพของตนเองได้
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยฯ เป็นลายลักษณ์อักษรเอกสารอ้างอิง
กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2563). รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยปีพ.ศ. 2563. กรุงเทพฯ : กรมกิจการผู้สูงอายุ.
กองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข. (2559). แนวคิดในการส่งเสริมสุขภาพ. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.
กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. (2561). การเสริมสร้างและประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 7-14 ปี และกลุ่มประชาชนที่มีอายุ 15 ปี. สืบค้น 2 มีนาคม 2564 จากhttp://www.scribd.com/document/406967113/220120180914085828-linked-pdfhed.go.th(12 August 2021).
คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ. (2563). แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545 - 2565) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 พ.ศ. 2563. กรุงเทพฯ: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.
คณะกรรมการส่งเสริมประสานงานด้านผู้สูงอายุแห่งชาติ. (2566). แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2566-2580). กรุงเทพฯ: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.
ยุทธการ ประพากรณ์, โรจนี จินตนาวัฒน์, เดชา ทำดี. (2564). ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุกระเหรี่ยง. พยาบาลสาร. 48(1), 67–77.
วรรณศิริ นิลเนตร. (2557). ความฉลาดทางสุขภาพของผู้สูงอายุไทยในชมรมผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร (วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต). กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิมลรัตน์ ภู่วราวุฒิ. (2558). การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเรื่องรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและการสนับสนุนการจัดการตนเองในผู้ป่วยเรื้อรัง. กรุงเทพมหานคร: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2558). แนวทางการพยาบาลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองสำหรับพยาบาลทั่วไป. กรุงเทพฯ: ธนาเพลส.
Creer, L. T. (2000). Self-management of chronic illness. In M. Boekaerts, P. R. Pintrich, & M.Zeidner (Eds.), Handbook of self- regulation, 601-629. California: Academic.
Cho, S., Zunin, I., Chao, P., Heiby, E., & McKoy, J. (2012). Effects of pain controllability and discrepancy in social support on depressed mood among patients with chronic pain. International Journal of Behavioral Medicine. 19(3), 270-279.
Indhraratana, A. (2014). Health Literacy of Health Professional. Journal of The Royal Thai Army Nurse. 15(3), 174.
Ishikawa, H., Takeuchi, T., & Yano, E. (2008). Measuring functional, communicative, and critical health literacy among diabetic patients. Diabetes Care. 31(5), 874-879.
Kogan, H. N., & Betrus, P. A. (1984). Self-management: A nursing mode of therapeutic influence. Advances in Nursing Science. 6(4), 55–73.
Michie, S., Stralen, M. V., & West, R. (2011). The behavior change wheel: A new method for characterizing and designing behavior change interventions. Implementation Science. 6(42), 1-11.
Nutbeam, D. (2008). The evolving concept of health literacy. Social Science & Medicine. 67, 2072-2078.
Nutbeam, D. & McGill. B (2018). Improving health literacy in community populations: a review of progress. Health promotion international, 33(5), 901-911.
Riegel, B., Carlson, B., & Glaser, D. (2000). Development and testing of clinical tool measuring Self-management of heart failure. Heart & Lung, 29(1), 4-15.
Walsh, N. E, Mitchell, H. L, Reeves, B. C., & Hurley, M. V. (2006). Integrated exercise and self-management programs in osteoarthritis of the hip and knee: A systematic of effectiveness. Physical Therapy Reviews. 11, 289-297.
World Health Organization. (2002). Active Ageing: A Policy Framework. Geneva: World Health Organization.