แนวทางการส่งเสริมบุคลิกภาพและปรับเปลี่ยนแนวคิดสร้างแรงบันดาลใจเชิงบวก ให้แก่ประชาชนตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์
คำสำคัญ:
บุคลิกภาพ, แรงบันดาลใจ, แนวทาง, ตำบลเชียงเครือบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การวิจัยเรื่อง แนวทางการส่งเสริมบุคลิกภาพและปรับเปลี่ยนแนวคิดสร้าง
แรงบันดาลใจเชิงบวกให้แก่ประชาชนตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ มีวัตถุประสงค์
1) เพื่อศึกษาระดับแนวทางการส่งเสริมบุคลิกภาพของประชาชนตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ 2) เพื่อศึกษาระดับการปรับเปลี่ยนแนวคิดสร้างแรงบันดาลใจเชิงบวกให้แก่ประชาชนตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการส่งเสริมบุคลิกภาพกับ
การปรับเปลี่ยนแนวคิดสร้างแรงบันดาลใจเชิงบวกให้แก่ประชาชนตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ และ 4) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมบุคลิกภาพและปรับเปลี่ยนแนวคิดสร้างแรงบันดาลใจเชิงบวกให้แก่ประชาชนตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์
ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนตามทะเบียนราษฎรในพื้นที่ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 375 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Yamane เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ใน
การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธี Enter Method
ผลการวิจัย: ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับแนวทางการส่งเสริมบุคลิกภาพของประชาชนตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการปรับเปลี่ยนแนวคิดสร้าง
แรงบันดาลใจเชิงบวกให้แก่ประชาชนตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยภาพรวม
อยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างแนวทางการส่งเสริมบุคลิกภาพกับการปรับเปลี่ยนแนวคิดสร้างแรงบันดาลใจเชิงบวกให้แก่ประชาชนตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ มีความสัมพันธ์เชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการทดสอบความมีนัยสำคัญของสมการถดถอย พบว่า พบว่า ตัวแปรอิสระทั้ง 4 ด้านมีความสัมพันธ์กับตัวแปรตามในระดับสูง โดยแบบจำลองการถดถอย
มีความเหมาะสมและมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 106.553) 4) ข้อเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมบุคลิกภาพ ได้แก่ ควรส่งเสริมการออกกำลังกายและจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เช่น แอโรบิก วิ่ง
ฟิตเนส และจัดพื้นที่ออกกำลังกายในชุมชน ควรส่งเสริมการดูแลบุคลิกภาพและสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น แต่งกายสะอาด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และ ควรจัดอบรมหรือให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลิกภาพ พร้อมมีที่ปรึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ และข้อเสนอแนะแนวทางการสร้างแรงบันดาลใจเชิงบวกให้แก่ประชาชน ควรส่งเสริมการคิดเชิงบวก มองโลกในแง่ดี และสร้างกำลังใจให้ตนเอง มีความถี่ ควรส่งเสริมความมุ่งมั่น ความเชื่อมั่นในตนเอง และการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ควรจัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ เช่น การบรรยาย การพูดสร้างแรงบันดาลใจ และการรณรงค์แนวคิดเชิงบวก
สรุปผล: ผลการวิจัยเรื่องแนวทางการส่งเสริมบุคลิกภาพและปรับเปลี่ยนแนวคิดสร้างแรงบันดาลใจเชิงบวกให้แก่ประชาชนตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาบุคลิกภาพมีความเชื่อมโยงอย่างสำคัญกับการเสริมสร้างแนวคิดและแรงบันดาลใจเชิงบวก โดยมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงมาก ในเชิงทฤษฎี ผลการวิจัยสนับสนุนแนวคิดว่าการพัฒนาบุคลิกภาพมิได้ครอบคลุมเพียงภาพลักษณ์ภายนอก แต่สัมพันธ์กับศักยภาพภายใน ทั้งความเชื่อมั่นในตนเอง ความคิดเชิงบวก ความมุ่งมั่น การกำหนดเป้าหมาย และการรับมือกับความล้มเหลว ขณะที่ในเชิงปฏิบัติ หน่วยงานท้องถิ่นและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการออกแบบแผนงานหรือกิจกรรมพัฒนาประชาชนแบบองค์รวม โดยบูรณาการการพัฒนาบุคลิกภาพควบคู่กับการสร้าง
แรงบันดาลใจและทักษะในการดำเนินชีวิต เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ การพึ่งพาตนเอง และความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
ฉัตรนภา ติละกุล. (2555). บุคลิกภาพของพนักงานกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายที่มีผลต่อความต้องการคุณลักษณะงาน: ศึกษาเฉพาะกรณีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง [การค้นคว้าอิสระปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย].
ชุลีกาญจน์ กัลยาพิเชฏฐ์. (2560). บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ การเสริมสร้างพลังอำนาจในงานเชิงจิตวิทยา เชาวน์อารมณ์ และความผูกพันในงาน โดยมีเชาวน์อารมณ์เป็นตัวแปรกำกับ: ศึกษาบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์].
ณีน์นรา ดีสม, และสุวรี ศิวะแพทย์. (2554). ผลของโปรแกรมความคิดเชิงบวกที่มีต่อความสามารถในการเผชิญและฝ่าฟันอุปสรรคของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. วารสารศึกษาศาสตร์
ฉบับวิจัยบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 5(1), 39–45.
เทศบาลตำบลเชียงเครือ. (2568). จำนวนประชากรเทศบาลตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์.
นัทปภา นุชาภัทรา และบุญทัน ดอกไธสง. (2567). ประสิทธิผลการอบรมเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านหลักการกุญแจเก้าดอกของสถาบันพลังจิต ธรรมะ จักรวาล. วารสารพุทธนวัตกรรมและ
การจัดการ, 7(5), 15–28.
ประยนต์ ทรัพย์เจริญ. (2556). การพัฒนาบุคลิกภาพสู่ความเป็นเลิศ (พิมพ์ครั้งที่ 1). บริษัท เอกพิมพ์ไท จำกัด.
ปัญจนาฏ วรวัฒนชัย. (2565). การคิดเชิงบวก (Positive thinking). วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, 16(2), 190–223.
ปารเมศ เสนาสนะ, อารีย์ พุ่มประไวทย์, และพิมพ์สุภา จันทนะโสตถิ์. (2560). ผลของโปรแกรมฝึกคิดเชิงบวกต่อความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของผู้ติดยาเสพติดหญิงในเรือนจำ
อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย, 7(2), 189–199.
โยษิตา สมเจริญ. (2556). การคิดเชิงบวกและค่านิยมในการทำงานที่พยากรณ์พฤติกรรมการให้บริการของบุคลากรในโรงพยาบาลเอกชน จังหวัดกรุงเทพมหานคร.
วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์, 7(1), 23–32.
ศุภเชษฐ์ จันทร์สาส์น. (2556). ทุนมนุษย์และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย. วารสารศรีปทุมปริทัศน์ ฉบับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 13(2), 72–82.
สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ. (2561). ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561–2580.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.
Allport, G. W. (1961). Pattern and growth in personality. Holt, Rinehart and Winston. https://archive.org/details/patterngrowthinp0000allp
Bandura, A. (1977). Social learning theory. Prentice Hall. https://books.google.com/books?id=sJ49AAAAYAAJ
Bekhet, A. K., & Zauszniewski, J. A. (2013). Measuring use of positive thinking skills: Psychometric testing of a new scale. Western Journal of Nursing Research, 35(8), 1074–1093.
Seligman, M. E. P. (1998). Learned optimism: How to change your mind and your life (Rev. ed.). Pocket Books.
Rogers, C. R. (1951). Client-centered therapy: Its current practice, implications, and theory. Houghton Mifflin.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal for Developing the Social and Community

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์บทความ


