การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม PWAYS Model ในการส่งเสริมระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อการเรียนดี มีความสุขของนักเรียนโรงเรียนวีรสตรีอนุสรณ์

ผู้แต่ง

  • ประภาพรรณ เพ็ชรประสมกูล โรงเรียนวีรสตรีอนุสรณ์

คำสำคัญ:

รูปแบบการบริหารสถานศึกษา, การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม, PWAYS Model, ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน, การเรียนดี มีความสุข

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: สภาพสังคมในปัจจุบันส่งผลให้เด็กและเยาวชนมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนและประสบปัญหายาเสพติด โรงเรียนวีรสตรีอนุสรณ์จึงจำเป็นต้องพัฒนาความเข้มแข็งของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้สอดรับกับนโยบาย "เรียนดี มีความสุข" ของกระทรวงศึกษาธิการ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น พร้อมทั้งสร้าง ทดลองใช้ และประเมินผลรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อการเรียนดี มีความสุขของนักเรียน

ระเบียบวิธีการวิจัย: ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (R&D) แบ่งการดำเนินงานเป็น 6 ขั้นตอนหลัก โดยได้บูรณาการการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) เข้ามาขับเคลื่อนอย่างเจาะจงในขั้นตอนที่ 3 และขั้นตอนที่ 5 ซึ่งเป็นขั้นตอนของการทดลองใช้รูปแบบในสถานศึกษา (ดำเนินงาน 2 วงรอบ 2 ปีการศึกษา) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย รองผู้อำนวยการ ครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งสิ้น 244 คนในวงรอบที่ 1 และ 273 คนในวงรอบที่ 2 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบทดสอบความรู้ครู และแบบประเมินสมรรถนะครู วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่าความต้องการจำเป็น (PNI) และการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัย: 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางถึงดี สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีความต้องการจำเป็นสูงสุดในด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน 2) ผลการสร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษา มีชื่อว่า "PWAYS Model" ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ (1) นโยบาย (2) การพัฒนาโรงเรียนแบบองค์รวม (3) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (4) ความปรารถนาในความสุข (5) ความยั่งยืน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ามีความถูกต้อง เหมาะสม เป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ในระดับมากที่สุด และ 3) ผลการทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบ พบว่า ครูผู้สอนร้อยละ 100 มีความรู้ผ่านเกณฑ์ประเมิน และมีสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับระบบดูแลช่วยเหลืออยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.73 และ 4.79 ตามลำดับ) ด้านคุณภาพนักเรียนได้รับการยกระดับคุณลักษณะเรียนดีมีความสุขจากระดับดี สู่ "ระดับดีเลิศ" ในทุกตัวชี้วัด อัตราการออกกลางคันลดลงอย่างชัดเจน และความพึงพอใจของผู้บริหาร ครู คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครองที่มีต่อรูปแบบภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.47) พร้อมทั้งสามารถขยายผลสู่สถานศึกษาเครือข่ายได้จริง 10 แห่ง

สรุปผล: รูปแบบ PWAYS Model ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการบูรณาการงานบริหารสถานศึกษาร่วมกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จเชิงปริมาณที่เด่นชัด คือ ครูทุกคน (ร้อยละ 100) มีสมรรถนะสูงขึ้น ยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่ระดับ
"ดีเลิศ" และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความพึงพอใจในระดับมาก (μ = 4.47) นวัตกรรมนี้ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสุขภาวะของผู้เรียนพัฒนาขึ้น เกิดเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง และยกระดับให้นักเรียนเกิด "การเรียนดี มีความสุข" ได้อย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

กรมสุขภาพจิต. (2565). รายงานสถานการณ์สุขภาพจิตวัยรุ่นและเยาวชนไทย ประจำปี 2565: ผลกระทบจากสภาวะสุขภาวะดิจิทัล. กระทรวงสาธารณสุข.

กระทรวงศึกษาธิการ. (2566). แนวทางการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา "เรียนดี มีความสุข" เพื่อส่งเสริมสุขภาวะและการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในสถานศึกษา. สป.กระทรวงศึกษาธิการ.

กระทรวงสาธารณสุข. (2554). คู่มือการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุกสำหรับสถานศึกษา. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

กมลพรรณ เอกณรงค์, และ รับขวัญ ภูษาแก้ว. (2561). การพัฒนาโรงเรียนแห่งความสุข: แนวคิดและแนวทางการปฏิบัติเชิงสร้างสรรค์. วารสารครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 46(3), 215–232.

ชัยยนต์ เพาพาน. (2560). ผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ในศตวรรษที่ 21. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์.

ชัยวิชิต เชียรชนะ. (2560). การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการศึกษา: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติทางการวิจัย. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ธนิต เกตุประยูร. (2560). การพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยบูรพา.

ไพศาล วรคำ. (2562). การวิจัยทางการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 10). ตักสิลาการพิมพ์.

มนตรี สังข์ชุม. (2565). การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนมัธยมศึกษา. วารสารบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 18(2), 45–58.

รัตนะ บัวสนธ์. (2563). การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 3). สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนเรศวร.

สมชาย วรกิจเกษมสกุล. (2560). ระเบียบวิธีวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี.

สมยศ สุภาษี, ศิริวรรณ ฉัตรมณีรัตน์, และ สุรพล บุญเพ็ง. (2565). บทบาทเชิงนโยบายและการติดตามกำกับของผู้บริหารที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน. วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการศึกษา, 10(1), 89–102.

สมาน อัศวภูมิ. (2561). การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเชิงกลยุทธ์. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2561). แนวทางการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2562). 21 เซ็นจูรี่.

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2552). แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและการดูแลช่วยเหลือนักเรียน. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.

สุวิมล ว่องวาณิช. (2562). การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น (พิมพ์ครั้งที่ 4). สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (หมายเหตุ: เพิ่มชื่อสำนักพิมพ์ให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ APA)

Andrews, D. H., & Goodson, L. A. (1980). A comparative analysis of models of instructional design. Journal of Instructional Development, 3(4), 2–16.

Doménech-Betoret, F. (2018). The role of systemic models in educational practice and structural intervention. Frontiers in Psychology, 9, Article 1245. https://doi.org/10.3389/fpsyg.2018.01245

Eisner, E. W. (1976). Educational connoisseurship and criticism: Their form and functions in educational evaluation. Journal of Aesthetic Education, 10(3/4), 135–150. https://doi.org/10.2307/3332067

Joyce, B., Weil, M., & Calhoun, E. (2014). Models of teaching (9th ed.). Pearson.

Livingstone, S., Lemish, D., Lim, S. S., Bulger, M., Cabello, P., Claro, M., Cole, T., O'Neill, B., & Vandoninck, S. (2017). Global perspectives on children's digital opportunities: An international research agenda. Journal of Children and Media, 11(2), 238–243. https://doi.org/10.1080/17482798.2017.1303259

Steinberg, L. (2014). Age of opportunity: Lessons from the new science of adolescence. Eamon Dolan/Houghton Mifflin Harcourt.

World Health Organization. (2021). Mental health of adolescents: Fact sheets. World Health Organization.https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/adolescent-mental-health

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-09-27

รูปแบบการอ้างอิง

เพ็ชรประสมกูล ป. (2026). การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม PWAYS Model ในการส่งเสริมระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อการเรียนดี มีความสุขของนักเรียนโรงเรียนวีรสตรีอนุสรณ์. Journal for Developing the Social and Community, 13(3), 811–834. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/rdirmu/article/view/304715

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย