ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกกลางคันและการพัฒนาระบบการดูแลนักศึกษา ระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
คำสำคัญ:
การออกกลางคัน, ระบบการดูแลนักศึกษา, การคงอยู่ของนักศึกษาบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การออกกลางคันของนักศึกษาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและความยั่งยืนของระบบอุดมศึกษาในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในสถาบันที่รองรับนักศึกษาซึ่งเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคมที่หลากหลาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พบว่ามีนักศึกษาออกกลางคันรวม 346 คน คิดเป็นร้อยละ 36.65 สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงลึกและพัฒนากลไกการดูแลที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกกลางคัน (2) สังเคราะห์แนวทางการดูแลนักศึกษาที่เหมาะสม และ (3) พัฒนาระบบการดูแลนักศึกษาเชิงบูรณาการเพื่อลดอัตราการออกกลางคัน
ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) รูปแบบ Sequential Explanatory Design ข้อมูลเชิงปริมาณเก็บรวบรวมจากนักศึกษา 168 คน ด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูล 40 คน และการสนทนากลุ่มกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 6 คน วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา จากนั้นนำระบบที่พัฒนาขึ้นผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน
ผลการวิจัย: ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการออกกลางคันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติมีสามปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ( = .382, < .001) ปัจจัยด้านผู้เรียน ( = .298, < .001) และปัจจัยด้านสถาบัน ( = .189, = .008) โดยแบบจำลองอธิบายความแปรปรวนของการออกกลางคันได้ร้อยละ 45.5 (Adjusted = .455, = 35.42, < .001) ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพพบว่าระบบการดูแลนักศึกษาในปัจจุบันมีลักษณะเชิงรับ ขาดกลไกการติดตามเชิงรุกและการให้คำปรึกษาที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงชั้นปีที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตของการออกกลางคัน จากการบูรณาการผลการวิจัยทั้งสองส่วน ได้พัฒนาระบบการดูแลนักศึกษาเชิงบูรณาการ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การคัดกรองกลุ่มเสี่ยง การให้คำปรึกษาเชิงรุก การสนับสนุนการเรียนรู้รายบุคคล และการติดตามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในระดับมากถึงมากที่สุด
สรุปผล: การออกกลางคันของนักศึกษาเป็นปรากฏการณ์หลายมิติที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ผู้เรียน และสถาบัน โดยปัจจัยด้านเศรษฐกิจมีอิทธิพลสูงสุดและทำงานในลักษณะเสริมกับปัจจัยด้านวิชาการ มิใช่เป็นอิสระจากกัน การแก้ปัญหาการออกกลางคันอย่างได้ผลจึงต้องอาศัยระบบการดูแลนักศึกษาที่มีลักษณะเชิงรุก บูรณาการ และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สอดคล้องกับบริบทของสถาบัน ผลการวิจัยนี้มีนัยสำคัญทั้งเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติสำหรับสถาบันอุดมศึกษาที่มีบริบทใกล้เคียงกันในการพัฒนากลไกการคงอยู่ของนักศึกษา
เอกสารอ้างอิง
กัลยา วานิชย์บัญชา. (2561). สถิติสำหรับงานวิจัย (พิมพ์ครั้งที่ 12). โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จันทร์เพ็ญ ลิ้มศรีสำราญ. (2560). แนวทางการพัฒนาระบบการดูแลนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา. สำนักพิมพ์การศึกษาไทย.
ชาย โพธิสิตา. (2559). ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 7). อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
ชัยรัตน์ มณีวรรณ. (2563). การวิเคราะห์ระบบการดูแลนักศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐ. วารสารการศึกษาไทย, 15(2), 45–60.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10). สุวีริยาสาส์น.
พัชราภรณ์ กาญจนภัทร. (2561). การประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย.
วาสนา พันธ์พฤกษ์. (2562). รูปแบบระบบการดูแลนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา. วารสารวิจัยการศึกษา, 10(1), 1–15.
ศิริพร นิลวงศ์. (2565). ปัจจัยทำนายการออกกลางคันของนักศึกษาระดับปริญญาตรี. วารสารวิจัยทางการศึกษา, 18(3), 87–102.
สมศรี แก้วคำ. (2560). ปัจจัยที่มีผลต่อการออกกลางคันของนักศึกษามหาวิทยาลัย. สำนักพิมพ์วิชาการไทย.
สิน พันธุ์พินิจ. (2563). เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (พิมพ์ครั้งที่ 4). วิทยพัฒน์.
สุภาวดี เจริญผล. (2564). การพัฒนาระบบสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อป้องกันการออกกลางคัน. วารสารครุศาสตร์, 22(1), 55–70.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2553). รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์การออกกลางคันของผู้เรียน. กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. (2564). แนวทางการพัฒนาระบบสนับสนุนนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม.
สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. (2567). ข้อมูลจำนวนนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ปีการศึกษา 2567. มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
Astin, A. W. (1999). Student involvement: A developmental theory for higher education. Journal of College Student Development, 40(5), 518–529.
Bean, J. P. (1980). Dropouts and turnover: The synthesis and test of a causal model of student attrition. Research in Higher Education, 12(2), 155–187.
https://doi.org/10.1007/BF00976194
Bean, J. P., & Metzner, B. S. (1985). A conceptual model of nontraditional
undergraduate student attrition. Review of Educational Research, 55(4), 485–540. https://doi.org/10.3102/00346543055004485
Braxton, J. M., Doyle, W. R., Hartley, H. V., Hirschy, A. S., Jones, W. A., & McLendon, M. K. (2014). Rethinking college student retention. Jossey-Bass.
Cabrera, A. F., Nora, A., & Castaneda, M. B. (1993). College persistence: Structural
equations modeling test of an integrated model of student retention. The Journal of Higher Education, 64(2), 123–139. https://doi.org/10.1080/00221546.1993.11778417
Collier, P. J. (2015). Developing effective student peer mentoring programs: A practitioner's guide to program design, delivery, evaluation and training. Stylus Publishing.
Creswell, J. W., & Plano Clark, V. L. (2018). Designing and conducting mixed methods research (3rd ed.). SAGE.
Deci, E. L., & Ryan, R. M. (1985). Intrinsic motivation and self-determination in human behavior. Plenum Press. https://doi.org/10.1007/978-1-4899-2271-7
Kuh, G. D., Kinzie, J., Buckley, J. A., Bridges, B. K., & Hayek, J. C. (2008). Piecing together the student success puzzle: Research, propositions, and recommendations (ASHE Higher Education Report, Vol. 32, No. 5). Jossey-Bass.
Nunnally, J. C., & Bernstein, I. H. (1994). Psychometric theory (3rd ed.). McGraw-Hill.
Povinelli, R. J., & Hambleton, R. K. (1977). On the use of content specialists in the assessment of criterion-referenced test item validity. Dutch Journal of Educational Research, 2, 49–60.
Tinto, V. (1993). Leaving college: Rethinking the causes and cures of student attrition (2nd ed.). University of Chicago Press.
Yorke, M. (1999). Leaving early: Undergraduate non-completion in higher education. Falmer Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal for Developing the Social and Community

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์บทความ


