การปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา ที่ส่งผลต่อความสุขในการดำรงชีวิต
คำสำคัญ:
หลักธรรมคำสอน, ความสุขในการดำรงชีวิต, พระพุทธศาสนาบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การดำเนินชีวิตตามหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางที่ช่วยให้มนุษย์เข้าใจตนเองและผู้อื่นมากขึ้น หลักธรรมเหล่านี้ส่งเสริมให้เกิดความสงบทางใจ ลดความทุกข์ และสร้างความสุขที่ยั่งยืนในการดำรงชีวิตประจำวัน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล การปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา และความสุขในการดำรงชีวิตของผู้มาปฏิบัติธรรม 2) เปรียบเทียบความสุขในการดำรงชีวิตของผู้มาปฏิบัติธรรมจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) ศึกษาการปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่ส่งผลต่อความสุขในการดำรงชีวิต
ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนผู้ที่มาปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่วัดเขาสมโภชน์ ตำบลบัวชุม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรีจำนวน 400 คน โดยใช้สูตรการคำนวณกลุ่มตัวอย่างในกรณีที่ไม่ทราบจำนวนประชากรแน่ชัด และใช้สูตรคอแครน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าเอฟ และ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัย: พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 67.5) อายุระหว่าง 20-30 ปี (ร้อยละ 56.3) การศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 51.2) ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว (ร้อยละ 44.3)
มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท (ร้อยละ 21.8) และมีสถานภาพสมรส (ร้อยละ 60.3)
โดยภาพรวมกลุ่มตัวอย่างมีการปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนในระดับมากที่สุด (Mean = 4.48,
SD = 0.62) และมีระดับความสุขในการดำรงชีวิตอยู่ในเกณฑ์ "มีความสุข" (ร้อยละ 67.32) โดยด้านที่มีความสุขมากที่สุดคือ ด้านครอบครัวดี (ร้อยละ 73.34) 1) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน และสถานภาพสมรสที่แตกต่างกัน ส่งผลให้มีความสุขในการดำรงชีวิตแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) การปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาส่งผลต่อภาพรวมความสุขในการดำรงชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีตัวแปรทำนายจำนวน 2 ตัวแปรที่มีอิทธิพลหลัก ได้แก่ การเข้าวัดฟังเทศน์/ฟังธรรมะ และการเข้าร่วมกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.526
และสามารถร่วมกันอธิบายหรือทำนายความแปรปรวนของความสุขในการดำรงชีวิตได้ร้อยละ 27.7
3) การปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา ส่งผลต่อความสุขในการดำรงชีวิตของผู้มาปฏิบัติธรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีการปฏิบัติธรรมที่ส่งผลต่อความสุขในการดำรงชีวิตเด่นชัดอยู่ 2 ด้าน ได้แก่
ด้านการเข้าร่วมกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ด้านการเข้าวัดฟังเทศน์/ฟังธรรมะ พบว่า ด้านการเข้าร่วมกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ส่งผลต่อความสุขในการดำรงชีวิตของอุบาสกอุบาสิกาหรือผู้มาปฏิบัติธรรม มากกว่า ด้านการเข้าวัดฟังเทศน์/ฟังธรรมะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
สรุปผล: การปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการเข้าร่วมกิจกรรมวันสำคัญทางศาสนา มีส่วนช่วยเพิ่มความสุขในการดำรงชีวิตอย่างชัดเจน องค์ความรู้ใหม่นี้ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของการมีส่วนร่วมทางศาสนาในระดับบุคคลและสังคม ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและพัฒนาจิตใจในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม
เอกสารอ้างอิง
กรรณฑวรรณ ชุ่มเชื้อ. (2558). ผลของโปรแกรมการสร้างความสุขในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพแผนก ผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง สังกัดกรมการแพทย์ กระทรวง สาธารณสุข. วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน, 22(1), 59-71.
เจตพล แสงกล้า และ รศรินทร์ เกรย์. (2564). การสวดมนต์ กับความสุขและสุขภาพจิตของพุทธศาสนิกชนไทย. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม , 16(1), 24-39.
ณัฐกานต์ สำเนียงเสนาะ. (2556). ปัจจัยทำนายความสุขของผู้สูงอายุในชุมชน จังหวัดฉะเชิงเทรา.วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยยาลัยบูรพา.
ธนัช พรหมเมตตา. (2557). ห้วงเวลาแห่งความสุข. ปริญญาศิลปะบัณฑิต. มหาวิทยาลัยศิลปกร.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2546). สู่การศึกษาแนวพุทธ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : กระทรวงศึกษาธิการ.
พันตรี ป. หลงสมบูรณ์. (2546). พจนานุกรม มคธ-ไทย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์รุ่งเรืองการพิมพ์.
มนตรี สหชัยรุ่งเรือง. (2565). การพัฒนาสมรรถนะทางการบริหารเชิงพุทธของผู้ประกอบการธุรกิจให้บริการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลของจังหวัดชลบุรี (ดุษฎีนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย).
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
วัชระ ขำเลิศ. (2559). ความสุขในการทำงานของบุคลากรสำนักบริหารกลาง กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ [สารนิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต].
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2566). [หน้าเว็บของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ]. สืบค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2568, จาก http://www.thaihealth.or.th/
สุชาดา วงศ์สวาสดิ์ และ วิไลพร รังควัต. (2563). ความสุขของผู้สูงอายุในชนบทจังหวัดนครราชสีมา. วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ วัดวังตะวันตก จังหวัดนครศรีธรรมราช, 5(10), 17-34.
สุพัตรา เทพเฉลิม. (2560). ความสุขในการทำงานของบุคลากรสำนักงำนขนส่งจังหวัดชลบุรี [สาระ นิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยบูรพา].
Argyle, M., & Martin, M. (1991). The psychological causes of happiness. In F. Strack, M. Argyle, & N. Schwarz (Eds.), Subjective well-being: An interdisciplinary perspective (pp. 77–100). Pergamon Press.
DIener, E., & OIshI, S. (2004). Are ScandInavIans HappIer than AsIans? Issues In ComparIng NatIons on SubjectIve Well-BeIng. In F. Columbus (Ed.), AsIan EconomIc and PolItIcal, 10,1-25. Hauppauge, NY: Nova ScIence.
Wittmann, P. (2003). A Guide to Happiness for the Third Millennium. Chiang Mai: Sangsilp Printing
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal for Developing the Social and Community

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์บทความ


