ความสอดคล้องทางวรรณกรรม : สมมติฐานวิจัย
บทคัดย่อ
การแสวงหาความสอดคล้องทางวรรณกรรมด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์จะยึดข้อสมมติฐานวิจัยเพื่อต่อยอดความรู้ในงานวิจัย เมื่อมีปัญหาหรือคำถามที่ต้องการคำตอบ สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการคือการค้นคว้าเพื่อพิจารณาว่าคำถามที่ตั้งขึ้นมีบุคคลใดตอบแล้วหรือไม่ คำตอบเป็นอย่างไรวิธีการในการหาคำตอบเป็นอย่างไรหากพบว่าเคยมีคำตอบแล้ว ผู้วิจัยจะใช้คำตอบดังกล่าวเป็นแนวทางกำหนดคำตอบสำหรับปัญหาการวิจัยนั้น บางครั้งผู้วิจัยอาจไม่พบคำตอบที่ตรงกันคำถามแต่ก็อาจได้แนวทางกำหนดคำตอบได้ซึ่งอาจมีให้เลือกมากกว่าหนึ่ง ผู้วิจัยต้องเลือกคำตอบหนึ่งหรืออาจผสมผสานก็ได้ การกำหนดปัญหาและหัวข้อการวิจัยจึงควรทำการศึกษาค้นคว้าวรรณกรรมเพื่อค้นหา “ความสอดคล้องทางวรรณกรรม” อธิบายได้ 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ความหมายของความสอดคล้องทางวรรณกรรม 2) วัตถุประสงค์ของความสอดคล้องทางวรรณกรรม 3) แหล่งวรรณกรรม 4) วิธีการทบทวนความสอดคล้องทางวรรณกรรม
ความรู้ทางศาสตร์ที่ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาอย่างง่ายๆ เพียงแค่จากการสังเกตปรากฏการณ์และการรวบรวมข้อเท็จจริงเท่านั้น หากแต่จะได้มาโดยการใช้สมมติฐาน กล่าวคือ ความรู้ทางศาสตร์จะได้มาจากการค้นคิดหาสมมติฐาน ซึ่งเป็นคำตอบอย่างคร่าวๆ ของปัญหาสามารถนำมาตรวจสอบความถูกต้องได้โดยหลักฐานเชิงประจักษ์ “สมมติฐานวิจัย” อาจจะกล่าวได้ว่าความรู้ทางศาสตร์ที่ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาอย่างง่ายๆ เพียงแค่จากการสังเกตปรากฏการณ์ และการรวบรวมข้อเท็จจริงเท่านั้น หากแต่จะได้มาโดยการใช้สมมติฐานกล่าว คือ ความรู้ทางศาสตร์จะได้มาจากการค้นคิดหาสมมติฐานวิจัย ซึ่งเป็นคำตอบอย่างคร่าวๆ ของปัญหาสามารถแยกอธิบายเป็นประเด็นหลักๆ 15 สมมติฐานวิจัยต่อไปนี้คือ 1) การกำหนดสมมติฐานวิจัย 2) เนื้อหาสมมติฐานวิจัยที่สำคัญ 3) ความหมายของสมมติฐานวิจัย 4) สมมติฐานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ 5) ข้อสรุปทั่วไป 6) หน้าที่ของสมมติฐานวิจัย 7) รูปแบบของสมมติฐานวิจัย 8) สมมติฐานวิจัยประเภทตัวแปรเดี่ยว และมากกว่าหนึ่งตัวแปร 9) สมมติฐานวิจัยประเภทระบุความเกี่ยวพันกับไม่ระบุความเกี่ยวพันกัน 10) สมมติฐานวิจัยประเภทสากล และสมมติฐานประเภทสถิติ 11) สมมติฐานวิจัยประเภทกาละ และเทศะ 12) สมมติฐานวิจัยแบบบรรยายกับสมมติฐานวิจัยแบบสถิติ 13) การวิเคราะห์สมมติฐานวิจัย 14) เทคนิคการค้นพบความรู้ทางศาสตร์สมมติฐานวิจัย 15) สรุปสมมติฐานการวิจัย
เอกสารอ้างอิง
ศุภชัย ยาวะประภาษ. (2544). การวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์. กรุงเทพฯ : ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สัญญา เคณาภูมิ. (2557). “การสร้างกรอบแนวคิดการวิจัยเชิงสำรวจทางการบริหารจัดการ” วารสารวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน. มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคราม. 1 (1) : สิงหาคม พ.ศ.2556- มกราคม พ.ศ.2557.
อุทัย บุญประเสริฐ. (2558). “แนวทางการเขียนบทความวิชาการ”. วารสารวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคราม. 2 (1) : สิงหาคม พ.ศ.2557- มกราคม พ.ศ.2558.
Carl Hempel, (1965). Aspects of Scientific Explanation and other Essays in the Philosophy of Science. New York : Free Press.
James David Barber, (1955). The Presidential Character : Predicting Performance in the White House. 4th ed., New Jersey : permission of Prentice-Hall.
kerlinger, (1973). Multiple Regression in Behavioral Research. New York : Holt, Rinehart and Winston.
Poincare, (1952). Science and Hypothesis. New York : Dover.
Popper, (1963). Conjectures and Refutations. London : Routledge and Keagan Paul.
Selltiz, et al., (1959). Research Methods in Social Relations. New York : Holt, Rinehart and Winston.
Stinchcombe. (1968). Constructing Social Theories. University of Chicago Press
Zetterberg. (1963). The Civic Culture : Political Attitudes and Democracy in Five Nations, Princeton : Princeton University Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์บทความ
