รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะหลักของข้าราชการครูตามหลักพุทธธรรมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก
Main Article Content
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพสมรรถนะหลักของข้าราชการครูของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก 2) เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะหลักของข้าราชการครูตามหลักพุทธธรรมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก และ 3) เพื่อประเมินรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะหลักของข้าราชการครูตามหลักพุทธธรรมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก และ 4) เพื่อศึกษารูปแบบและองค์ความรู้ใหม่จากการพัฒนาสมรรถนะหลักของข้าราชการครูตามหลักพุทธธรรม เป็นงานวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) จากการวิเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ตัวแทนกลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก จำนวน 25 ท่าน คัดเลือกแบบเจาะจง โดยใช้กระบวนการศึกษาเชิงวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การบูรณาการสร้างรูปแบบและองค์ความรู้ใหม่จากการพัฒนาสมรรถนะหลักของข้าราชการครูตามหลักพุทธธรรม
ผลการวิจัย พบว่า
- 1. สภาพสมรรถนะหลักของข้าราชการครูของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก สามารถแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) การมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน 2) การบริการที่ดี 3) การพัฒนาตนเอง 4) การทำงานเป็นทีม และ 5) จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพครู
- รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะหลักของข้าราชการครูตามหลักพุทธธรรมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก ได้แก่ 1) หลักสัปปุริสธรรม 7 2) หลักพรหมวิหาร 4 และ 3) หลักอิทธิบาท 4 เป็นแนวทางในการบูรณาการร่วมกันระหว่างการพัฒนางานและการพัฒนาคน
- การประเมินรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะหลักของข้าราชการครูตามหลักพุทธธรรมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก พบว่า รูปแบบมีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ อยู่ในระดับ มากที่สุด (
=4.27) รองลงมา รูปแบบมีความความถูกต้อง อยู่ในระดับ มากที่สุด (
=4.26) รูปแบบมีความเหมาะสม อยู่ในระดับ มากที่สุด (
=4.25) และรูปแบบมีประโยชน์ อยู่ในระดับ มาก (
=4.13)
- รูปแบบและองค์ความรู้ใหม่จากการพัฒนาสมรรถนะหลักของข้าราชการครูตามหลักพุทธธรรม ได้แก่ กัลยาณธรรม 7 มาประยุกต์ใช้ คือ ครูต้องตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบในความเป็นครู และมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการวิชาต่าง ๆ และเทคนิคในการถ่ายทอด มีความประพฤติที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ ประกอบด้วย 1) ปิโย น่ารัก 2) ครุ น่าเคารพ 3) ภาวนีโย น่าเจริญใจ 4) วัตตา รู้จักพูด 5) วจนักขโม อดทนต่อถ้อยคำ 6) คัมภีรัญจะ กะถัง กัตตา แถลงเรื่องล้ำลึกได้ และ 7) โน จัฏฐาเน นิโยชเย ไม่ชักนำในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กลุ่มนโยบายและแผน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1. (2560). หน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก. ใน รายงานประจำปี 2560. เอกสารลำดับที่ 10 /2560. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1.
กลุ่มนโยบายและแผน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2. (2560). หน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก. ใน รายงานประจำปี 2560. เอกสารลำดับที่ 10 /2560. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก.
กลุ่มนโยบายและแผน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3. (2560). หน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก. ใน รายงานประจำปี 2560. เอกสารลำดับที่ 10 /2560. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก.
ฐิติพงษ์ ตรีศร. (2547). สมรรถนะการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3. ใน วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา. มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี.
นันท์นัทธฉัตร ศรีวิเศษ. (2558). การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการปฏิบัติงานของผู้บริหารและครูใน สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2. ใน วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา. มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี.
บัณฑิต ฉัตรวิโรจน์. (2540). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบการจัดความรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการสอนของนักศึกษาครู. ใน วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาอุดมศึกษา. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พระมหาอุดร อุตฺตโร (มากดี). (2557). สมรรถนะการปฏิบัติงานของครูสำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนก บาลี ตามหลักกัลยาณมิตร. ใน วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.