การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนแบบโฟนิกส์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e299764คำสำคัญ:
ทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ, โฟนิกส์, ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1บทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ปัญหาการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองแสงสว่างวิทย์ มีสาเหตุสำคัญมาจากการที่ผู้เรียนขาดความสามารถในการจำแนกพยัญชนะและหน่วยเสียง ทำให้ไม่สามารถอ่านคำศัพท์ได้อย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว ประกอบกับมีความไม่มั่นใจและไม่กล้าแสดงออกทางภาษาเนื่องจากกลัวการออกเสียงผิดพลาด ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงได้นำวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics) มาใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษของนักเรียนกลุ่มดังกล่าวด้วยวิธีสอนแบบโฟนิกส์ ให้สามารถผ่านเกณฑ์การประเมินตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป
ระเบียบวิธีการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามรูปแบบของ Kemmis และ McTaggart จำนวน 3 วงรอบ กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้น ป.1 จำนวน 3 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ 6 แผน แบบประเมินทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบบันทึกภาคสนาม
ผลการวิจัย: พบว่า นักเรียนมีคะแนนทักษะในการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือนักเรียนมีคะแนนทักษะในการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 100
สรุปผล: การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบโฟนิกส์ ช่วยส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดได้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้เรียนเกิดความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรและเสียง ทำให้สามารถอ่านและสะกดคำตามหลักสัทศาสตร์ได้โดยไม่ต้องท่องจำ ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากกระบวนการสอน 5 ขั้นตอนแบบ Active Learning โดยเฉพาะการใช้เทคนิคแยกสีตัวอักษรและให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติผ่านสื่อเชิงประจักษ์ ซึ่งช่วยลดความสับสนและแก้ปัญหาการสะกดคำผิดพลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ผลการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการออกแบบหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับระดับปฐมวัยและประถมศึกษาตอนต้น เพื่อวางรากฐานทางภาษาที่ยั่งยืนต่อไป
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. https://academic.obec.go.th/images/document/1559878925_d_1.pdf
จิตวดี วังสนาม. (2564). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านออกเสียงแบบโฟนิกส์ (Phonics) โดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 [รายงานการวิจัยในชั้นเรียน, มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์].
ณัฐริกา พลพิทักษ์ และสุขิริณณ์ อามาตย์บัณฑิต. (2566). การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 17(3), 39–48. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/rmuj/article/view/269718
ธัญลักษณ์ คำพรหม. (2561). การพัฒนาการออกเสียงคำภาษาอังกฤษที่สะกดด้วยพยัญชนะต้นที่ไม่มีในคำภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกออกเสียงแบบคู่เทียบเสียง. รายงานวิจัย หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาระหว่างประเทศ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.
น้ำทิพย์ ขจรบุญ. (2553). การใช้วิธีสอนโฟนิกส์เพื่อส่งเสริมการออกเสียงและความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 [วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่]. https://cmudc.library.cmu.ac.th/frontend/Info/item/dc:115891
ยาใจ พงษ์บริบูรณ์. (2537). การวิจัยเชิงปฏิบัติการ. วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 17(2), 11–15.
รัชดากาญจน์ ใยดี. (2565). การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงแบบโฟนิกส์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโนนตารอด จังหวัดกำแพงเพชร [การค้นคว้าอิสระปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยนเรศวร].
โรงเรียนบ้านหนองแสงสว่างวิทย์. (2567). รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษาประจำปีการศึกษา 2567. โรงเรียนบ้านหนองแสงสว่างวิทย์.
วรกานต์ โสคะโน, กนกกาญจน์ กิตติชาติเชาวลิต, และพนาน้อย รอดชู. (2563). ผลของการใช้แบบฝึกทักษะโฟนิกส์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. Journal of MCU Nakhondhat, 7(9), 236–249. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMND/article/view/246739
วัชรินทร์ เครือเช้า. (2561). การพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงและจดจำความหมายของคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้การเรียนการสอนโฟนิกส์แบบสร้างคำร่วมกับเทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 [วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม].
สินธุมาส อินนันชัย. (2562). การพัฒนาความสามารถด้านการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยสื่อโฟนิกส์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านห้วยแม่เลี่ยม ผ่านจอยลี่โฟนิกส์แอพพลิเคชั่น. วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยพะเยา.
สุนันทา ปัญญารัตน์. (2554). การพัฒนาการสอนอ่านออกเสียงและเขียนสะกดคำภาษาอังกฤษด้วยวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนลำสนุ่น อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี [วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา].
Heilman, A. W. (1993). Phonics in proper perspective (7th ed.). Macmillan.
Kemmis, S., & McTaggart, R. (1988). The action research planner (3rd ed.). Deakin University Press.
Lewis, M., & Ellis, S. (2006). Phonics: Practice, research and policy. Sage.
National Reading Panel. (2000). Teaching children to read: An evidence-based assessment of the scientific research literature on reading and its implications for reading instruction (NIH Publication No. 00-4769). National Institute of Child Health and Human Development. https://www.nichd.nih.gov/publications/pubs/nrp/smallbook
Nordquist, R. (2020). Definition and examples of pronunciation in English. ThoughtCo. https://www.thoughtco.com/pronunciation-english-language-1691687
Schickedanz, J. A., & Collins, M. F. (2013). So much more than the ABCs: The early phases of reading and writing. National Association for the Education of Young Children. https://books.google.com/books?id=bMkklQEACAAJ
Vacca, J. L., Vacca, R. T., Gove, M. K., Burkey, L. C., Lenhart, L. A., & McKeon, C. A. (2003). Reading and learning to read (5th ed.). Allyn & Bacon.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ






