การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามแบบโสเครติส เรื่อง จำนวนเต็ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ

ผู้แต่ง

  • สิดาพร แสงสว่าง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชธานี https://orcid.org/0009-0003-8956-563X
  • ระพิน ชูชื่น คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชธานี https://orcid.org/0009-0006-2864-7449
  • กนกกาญจน์ ศรีสุรินทร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชธานี https://orcid.org/0000-0002-5280-759X

DOI:

https://doi.org/10.60027/iarj.2025.285631

คำสำคัญ:

กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา, เทคนิคการใช้คำถามแบบโสเครติส, การแก้โจทย์ปัญหา

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: เทคนิคการใช้คำถามแบบโสเครติส เป็นการใช้คำถามที่ช่วยให้นักเรียนได้ตั้งคำตอบตั้งแต่เริ่มต้นการแก้โจทย์ปัญหาไปจนได้คำตอบของโจทย์ปัญหา รวมทั้งเป็นการตรวจสอบคำตอบที่ได้ว่ามีความสมเหตุสมผลของคำตอบมากน้อยเพียงใด การวิจัยในครั้งนี้จึงมีจุดประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาผลสัมฤทธิ์และความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามแบบโสเครติส ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังเรียน และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้

ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนเชียงแก้วพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ จำนวน 31 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 8 แผน มีผลการประเมิน เท่ากับ 4.66 มีค่าความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .92 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหามีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .84 และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ มีผลการประเมิน เท่ากับ 4.80 มีค่าความเหมาะสมในระดับมากที่สุด วิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ E1/E2 และการทดลองค่า t-test Dependent Sample

ผลการวิจัย: 1. ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามแบบโสเครติส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 90.75/88.82 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสำคัญ.05 3.ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา พบว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสำคัญ .05 4. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน พบว่าระดับความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

สรุปผล: ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง จำนวนเต็ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนโดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามแบบโสเครติสสูงกว่าก่อนเรียน และความสามารถในการแก้ปัญหาโจทย์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง จำนวนเต็ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนโดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามแบบโสเครติสสูงกว่าก่อนเรียน

เอกสารอ้างอิง

กระทวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

กฤษณุ ปะทานัง. (2560). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการใช้คําถามแบบโสเครติสเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ กศ.ม., มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาสารคาม.

ชานนท์ ปิติสวโรจน์. (2559). การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ โจทย์ปัญหาการบวกและการลบโดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย.

ชุติมา ฉุนอิ่ม. (2558). การพัฒนาการคิดเชิงคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบการสอนแนะให้รู้คิด (CGI) ร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามของบาดแฮม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยนเรศวร.

บุญชม ศรีสะอาด. (2544). การวิจัยเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์

โรงเรียนเชียงแก้วพิทยาคม. (2564-2565). รายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) มัธยมศึกษาปีที่ 3. อุบลราชธานี: โรงเรียนเชียงแก้วพิทยาคม.

วรางคณา บุญครอบ. (2553). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนโดยใช้วิธีการแก้ปัญหาตามขั้นตอนของโพลยากับเทคนิค KWDL ของคารร์ (Carr) และโอเกิล (Ogle). Digital Research Information Center (วช). https://dric.nrct.go.th/index.php?/Search/SearchDetail/183047

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.). (2566). ผลการประเมิน PISA 2022 : บทสรุป สำหรับผู้บริหาร. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท)

อำภารัตน์ ผลาวรรณ์. (2556). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบแนะให้รู้คิด (CGI) เรื่อง ความ น่าจะเป็น ที่มี ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ความสามารถในการแก้ปัญหาทาง คณิตศาสตร์ ความตระหนักในการ รู้คิดและความมีวินัยในตนเองของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

Polya, G. (1957). How to solve it: A New aspect of Mathematical method. New York: Doubleday and Company Garden City. How to 1solve it. Princeton University, 1985.

Polya, G. (1980). Problem Solving in School Mathematics. 1980. Yearbook. Virginia: National. Council of Teachers of Mathematics.

Willson, J. E., Fernandez, M. L., & Hadaway, N. (1993). Mathematics problem solving, research ideas for the classroom: High school mathematics. Macmillan.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-08-12

รูปแบบการอ้างอิง

แสงสว่าง ส., ชูชื่น ร., & ศรีสุรินทร์ ก. (2025). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามแบบโสเครติส เรื่อง จำนวนเต็ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ. Interdisciplinary Academic and Research Journal, 5(5), 663–678. https://doi.org/10.60027/iarj.2025.285631

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ