ภาวะผู้นำเชิงบริการของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน : การศึกษาเพื่อสร้างทฤษฎีฐานราก
คำสำคัญ:
ภาวะผู้นำเชิงบริการ, ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน, ทฤษฎีฐานรากบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและนำเสนอภาวะผู้นำเชิงบริการของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในด้านลักษณะภาวะผู้นำ เงื่อนไขเชิงสาเหตุ การปฏิบัติและปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ และผลสืบเนื่องที่เกิดขึ้นจากภาวะผู้นำ ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชน พื้นที่เป้าหมาย คือ สถานศึกษาที่ผู้บริหารมีภาวะผู้นำเชิงบริการชัดเจน ได้มาโดยเทคนิคสโนว์บอล เก็บข้อมูลโดยการวิเคราะห์เอกสาร สัมภาษณ์เชิงลึก สังเกตการมีส่วนร่วม สนทนากลุ่มย่อย และบันทึกข้อมูลเชิงบรรยาย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาอย่างเป็นระบบด้วยการจัดหมวดหมู่ ตีความหมาย จัดเรียง จำแนก และจัดกลุ่มเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ลักษณะภาวะผู้นำเชิงบริการ ประกอบด้วย ความหมาย คือ “ช่วยเหลือให้บริการ มีคุณธรรมจริยธรรม เป็นกัลยาณมิตร เสียสละ มีจิตอาสา” และองค์ประกอบ คือ“มีวิสัยทัศน์ เร่งรัดพัฒนา จิตสาธารณะและบริการ ประสานใจเป็นหนึ่ง พึงระวังเฝ้าปกป้องและรักษา รู้คุณค่าสื่อและเทคโนโลยี” 2. เงื่อนไขเชิงสาเหตุ ประกอบด้วย เอกัตบุคคล คือ “เป็นผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำเชิงบริการ” อัตลักษณ์ คือ “น้อมนำศาสตร์พระราชา พัฒนาทีมงาน มุ่งมั่นบริการ ประสานใจสร้างชุมชน พัฒนาคนคุณภาพสู่ความเป็นเลิศ” 3. การปฏิบัติภาวะผู้นำเชิงบริการ ประกอบด้วย กำหนดวิสัยทัศน์ พัฒนากลยุทธ์ เร่งรุดปฏิบัติงาน ประสานสัมพันธ์ มุ่งมั่นสร้างเครือข่าย กระจายการประเมิน” 4. ปัจจัยส่งผลต่อภาวะผู้นำเชิงบริการ ประกอบด้วย ปัจจัยเชิงบวก ได้แก่ คุณลักษณะผู้บริหาร กระบวนการบริหาร ทีมงานคุณภาพ สถานศึกษาเป็นเลิศ ปัจจัยเชิงลบ ได้แก่ ทีมงานอ่อนแอ งบประมาณไม่เพียงพอ และนโยบายไม่ชัดเจน 5. ผลสืบเนื่องจากปฏิบัติภาวะผู้นำเชิงบริการ ได้แก่ 1) ผู้บริหารภูมิใจ มีชื่อเสียง ผู้บริหารมืออาชีพ 2) นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ดี มีทักษะชีวิต รู้เท่าทันสื่อ 3) การรับรู้ของสังคม สถานศึกษามีคุณภาพตามนโยบาย ผู้ปกครองและชุมชนยอมรับและภาคภูมิใจ
เอกสารอ้างอิง
ธีระ รุญเจริญ. (2550). ความเป็นมืออาชีพในการจัดและบริหารการศึกษาปฏิรูปการศึกษา. กรุงเทพฯ: ข้าวฟ่าง.
นภาภรณ์ หะวานนท์, เพ็ญสิริ จีระเดชากุล และสุรวุฒิ ปัดไธสง. (2550). ทฤษฎีฐานรากในเรื่องความเข้มแข็งของชุมชน.
กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).
บัณฑิต แท่นพิทักษ์. (2540). ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ อำนาจ ความศรัทรา และความพึงพอใจในงานของครูโรงเรียน
มัธยมศึกษา. ดุษฎีนิพนธ์ การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา. นครนายก: มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ.
สมเกียรติ พละจิตต์. (2552). สภาพและปัญหาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษายโสธ เขต 1. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา. สกลนคร:
มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
สายสุดา กิจประยูร. (2544). การศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาและประสิทธิผลของโรงเรียนคาทอลิกในสังกัดสังฆมณฑล
ราชบุรี. วิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา. นครนายก: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สุภางค์ จันทวานิช. (2543). วิธีวิจัยคุณภาพ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Adler, M. A. (1994). Gender difference in job autonomy : The consequences of occupational segregation
and authority. Sociological Quartery, 34(3), 449.
Alan B. K. (1982). Leadership Strategies for meeting new challenges. San Francisco: Jossey-Bass.
Daft, R. L. (2005). The Leadership Experience (3rd ed.). Ohio: Thomson.
Fair, R. W. (2001). A Study of New Jersey Public School Superintendents'. Perceptions Regarding The
Behavioral Characteristics of Effective Elementary. School Principals. New Jersey:
Seton Hall University.
Greenleaf, R. K. (1977). Servant leadership. Mahwah, New Jersse: Paulist Press.
Gtaser, B. C., & Strauss, A. L. (1967). The discovery of grounded theory. Chicago: Aldine.
Hoy, W. K. and Miskel C. G. (1991). Educational Administration : Theory Research and Practice (4 th ed.).
New York: Harper Collins.
Hoy, Wayne K. and Miskel, C. G. (2001). Educational Administration: Theory Research and Practice (6th ed.).
New York: Random House.
Hoy, W. K. and Furguson, J. (1985). Theoretical Framework and Exploration Organization
Effectiveness of Schools. Educational Administration Quarterly, 21(2), 145-160.
Yukl, G. (2002). Leadership in Organizations. Prentice Hall: Upper Saddle River.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว