https://so03.tci-thaijo.org/index.php/reru/issue/feed วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 2025-12-30T18:54:36+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขอบฟ้า จันทร์เจริญ j.khobfa@gmail.com Open Journal Systems <p> วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด (Journal of Roi Et Rajabhat University) เป็นวารสารระดับชาติที่ออกปีละ 3 ฉบับ วารสารจัดตั้งขึ้น โดยบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เริ่มดำเนินการนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา และเมื่อปี พ.ศ. 2563 วารสารฯ ประเมินคุณภาพวารสารครั้งที่ 2 ได้รับการพิจารณารับรองให้มีผลการประเมินคุณภาพวารสารจัดอยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index Centre) TCI กลุ่มที่ 2 ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 และต่อเนื่อง 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568-2572<br /> วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มุ่งหวังว่าวารสารฉบับนี้จะเป็นแหล่งข้อมูลทางการวิจัย และทางวิชาการระดับชาติ ทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สำหรับคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป</p> <p> </p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต</strong></p> <p> เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ประเภท บทความวิจัย บทความวิชาการ บทวิจารณ์หนังสือ บทความปริทัศน์ ที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาสังคม เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการของคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป</p> <p> โดยมีขอบเขตเนื้อหาในสาขาภาษาศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ บริหารธุรกิจ การจัดการทั่วไป การตลาด นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ส่งเสริมการเกษตร สิ่งแวดล้อม ศิลปกรรม สารสนเทศศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมสหวิทยาการ ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่</strong></p> <p> วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จัดทำโดย บัณฑิตวิทยาลัย เปิดรับบทความจากผู้เขียนทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย บทความที่เสนอขอรับการพิจารณาอาจเขียนเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ จัดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ในรูปแบบ Online ดังนี้<br /> ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>ประเภทผลงานที่รับตีพิมพ์ และวิธีพิจารณาบทความ</strong></p> <p><strong> </strong>วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด รับตีพิมพ์ผลงาน 4 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ บทวิจารณ์หนังสือ บทความปริทัศน์</p> <p> โดยบทความจะต้องไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อขอรับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอื่น บทความทุกบทความจะต้องผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง 3 ท่าน (นับจากวันที่ 27 พ.ค. 2565 เป็นต้นไป) โดยผู้ทรงคุณวุฒิไม่ทราบว่าผู้เขียนเป็นใคร และผู้เขียนไม่ทราบว่าผู้ทรงคุณวุฒิเป็นใคร (Double-blinded Review) </p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>การเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong><strong> </strong></p> <p> วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ฉบับภาษาไทย บทความละ 4,000 บาท ฉบับภาษาอังกฤษ บทความละ 5,000 บาท โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ก็ต่อเมื่อบทความได้ผ่านการพิจารณาของบรรณาธิการฯ และกองบรรณาธิการวารสารฯ พร้อมทั้งได้แก้ไขเนื้อหา และรูปแบบของบทความตามคำแนะนำเรียบร้อยแล้ว ซึ่งบทความพร้อมเข้าสู่กระบวนการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ต่อไป เริ่มใช้อัตราค่าธรรมเนียมใหม่ ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค. 2565 เป็นต้นไป ตามประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด (ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ จำนวน 3 ท่าน) </p> <p> </p> <p><strong>เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (วารสารจัดทำในรูปแบบออนไลน์)<br /></strong> ISSN 2985-2129 (Online)<br /> ISSN 2985-2110 (Print)</p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/reru/article/view/286672 การปลูกฝังคุณลักษณะนิสัยที่ดีของเด็กปฐมวัย โดยใช้นิทานชุดหนูบัวลาย หนูสายพิณนิสัยดี 2025-04-16T10:44:53+07:00 วันทนียา ทายิดา 64010589012@msu.ac.th เยาวนุช ทานาม yaowanuch.t@msu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะนิสัยที่ดีของเด็กปฐมวัย โดยใช้นิทานชุดหนูบัวลาย <br />หนูสายพิณนิสัยดี โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองขั้นต้น (Pre Experimental research) แผนการวิจัยแบบ One group pretest-posttest design และ 2) เปรียบเทียบคุณลักษณะนิสัยที่ดีของเด็กปฐมวัย โดยใช้นิทานชุดหนูบัวลาย หนูสายพิณนิสัยดี ก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัย อายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ของโรงเรียนบ้านหนองแสง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 6 คน ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน ๆ ละ 30 นาที เครื่องมือที่ใช้<br />ในการศึกษาวิจัย ได้แก่ ชุดนิทานหนูบัวลาย หนูสายพิณนิสัยดี และแบบสังเกตพฤติกรรมคุณลักษณะนิสัยที่ดีของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และหาค่าสถิติ t-test แบบ Dependent Sample</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) คุณลักษณะนิสัยที่ดีของเด็กปฐมวัย โดยใช้นิทานชุดหนูบัวลาย หนูสายพิณนิสัยดี ส่วนใหญ่เกิดขึ้นขณะทำกิจกรรม การเล่านิทานทั้งหมด 8 เรื่อง 2 ด้าน ได้แก่ ความมีวินัย ความซื่อสัตย์ 2) ผลการเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนการทดลองและหลังการทดลอง การจัดกิจกรรมการเล่านิทานชุดหนูบัวลาย หนูสายพิณนิสัยดีของเด็กปฐมวัย มีคะแนนพฤติกรรมคุณลักษณะนิสัยที่ดีของเด็กปฐมวัย (ค่าเฉลี่ยรวมก่อนการทดลอง = 7.82, ค่าเฉลี่ยรวมหลังการทดลอง = 13.16, ผลต่างคะแนน = 11.83 ซึ่งคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าเด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมคุณลักษณะนิสัยหลังการทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/reru/article/view/289220 ผลการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดจิตศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะกรอบความคิด แบบเติบโตของเด็กปฐมวัย 2025-06-18T13:17:26+07:00 ศิริญญา ราชาเดช ausirinyarachadet@gmail.com รุ่งลาวัลย์ ละอำคา runglawan.la@rmu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดจิตศึกษาที่เสริมสร้างคุณลักษณะกรอบความคิดแบบเติบโตของเด็กปฐมวัย และ 2) เปรียบเทียบคุณลักษณะกรอบความคิดแบบเติบโตของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดจิตศึกษา กลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบ้านหนองจิก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 จำนวน 15 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดประสบการณ์ 8 หน่วย หน่วยละ 5 แผน รวมทั้งสิ้น 40 แผน พบว่า ได้ค่าความเหมาะสมมากที่สุด (=4.60, S.D. = 0.59) 2) แบบประเมินคุณลักษณะกรอบความคิดแบบเติบโตของเด็กปฐมวัย ซึ่งมีค่าดัชนี<br />ความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80–1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดประสบการณ์ตามแนวคิดจิตศึกษาที่เสริมสร้างคุณลักษณะกรอบความคิดแบบเติบโตของเด็กปฐมวัย มี 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1.1) ขั้นเตรียมสภาวะจิต 1.2) ขั้นกิจกรรม ประกอบด้วย ขั้นชง ขั้นเชื่อม และขั้นใช้ <br />และ 1.3) ขั้นสะท้อนผล 2) คุณลักษณะกรอบความคิดแบบเติบโตของเด็กปฐมวัยก่อนการทดลองเด็กปฐมวัยมีคุณลักษณะ<br />กรอบความคิดแบบเติบโต ระดับพอใช้ (= 26.00, S.D. = 1.88) หลังการทดลองเด็กปฐมวัยมีคุณลักษณะกรอบความคิดแบบเติบโต ระดับดี (= 45.00, S.D. = 1.81) แสดงว่าคุณลักษณะกรอบความคิดแบบเติบโตของเด็กปฐมวัยสูงขึ้น โดยมีค่าร้อยละของความก้าวหน้าเท่ากับ 35.18</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/reru/article/view/285572 ปัจจัยของผู้มีอิทธิพลทางความคิดบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ของผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวายและแซดในประเทศไทย 2025-06-17T17:10:57+07:00 อังกฤษณ์ วงศ์ประสิทธิ์ w.aungkrit@gmail.com ปรัศนีย์ ณ.คีรี pratsanee.nak@mfu.ac.th ปริญญากรณ์ แพงศรี parinyakorn.pae@mfu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการเลือกซื้อเสื้อผ้าของกลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชันวาย<br />และเจเนอเรชันแซดในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ผู้มีอิทธิพลทางความคิดบนสื่อสังคมออนไลน์มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าของกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีความตั้งใจเลือกซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ จำนวน 400 คน การวิจัยนี้ใช้สถิติ<br />เชิงพรรณนา ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน โดยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมการเลือกซื้อเสื้อผ้าของกลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชันวาย และเจเนอเรชันแซดในประเทศไทย 3 อันดับแรก คือ 1.1) ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะซื้อเสื้อผ้าตามอินฟลูเอนเซอร์ที่แต่งกายตามสไตล์ที่ผู้บริโภคชอบ 1.2) ผู้บริโภค<br />มีแนวโน้มที่จะซื้อเสื้อผ้าตามอินฟลูเอนเซอร์ที่ผู้บริโภคชอบเป็นการส่วนตัว และ 1.3) ผู้บริโภคยินดีที่จะสนับสนุนอินฟลูเอนเซอร์<br />ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างความยั่งยืนในสิ่งแวดล้อม ต่อมา 2) ปัจจัยของผู้มีอิทธิพลทางความคิดบนสื่อสังคมออนไลน์ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ของกลุ่มเจเนอเรชันวายและเจเนอเรชันแซด ได้แก่ ความน่าเชื่อถือ ความเชี่ยวชาญ และความต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลในเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/reru/article/view/291237 ผลของการจัดประสบการณ์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่มีต่อความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย 2025-09-17T18:21:38+07:00 กฤติกา กังขอนนอก krititika12@gmail.com รุ่งลาวัลย์ ละอำคา runglawan.la@rmu.ac.th <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบทดลองเบื้องต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์กระบวนการการจัดประสบการณ์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่มีต่อความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย และ 2) เปรียบเทียบความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย<br />ก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน กลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 5-6 ปี จำนวน 9 คน <br />จากโรงเรียนบ้านข่าทุ่งม่วงโนนศรีสมบูรณ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาโดยแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดประสบการณ์จำนวน 24 แผน ซึ่งมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 2) แบบประเมินความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดประสบการณ์โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1.1) ขั้นกำหนดปัญหา 1.2) ขั้นทำความเข้าใจกับปัญหา 1.3) ขั้นดำเนินการศึกษาค้นคว้า 1.4) ขั้นสังเคราะห์ความรู้ 1.5) ขั้นสรุปและประเมินค่าของคำตอบ และ 1.6) ขั้นนำเสนอและประเมินผลงาน และ 2) ก่อนการจัดประสบการณ์เด็กปฐมวัยมีความเข้มแข็งทางจิตใจ ระดับพอใช้ และหลังการจัดประสบการณ์เด็กปฐมวัยมีความเข้มแข็งทางจิตใจ อยู่ในระดับดี ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การจัดประสบการณ์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/reru/article/view/291276 ผลการจัดกิจกรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงร่วมกับสถานการณ์จำลอง ที่มีต่อความฉลาดรู้ทางการเงินของเด็กปฐมวัย 2025-09-17T18:20:27+07:00 วาสนา เมสเคน wasana.mesken97@gmail.com รุ่งลาวัลย์ ละอำคา runglawan.la@rmu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยแบบทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental Research Design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ <br />1) ศึกษากระบวนการจัดกิจกรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงร่วมกับสถานการณ์จำลองที่ส่งผลความฉลาดรู้ทางการเงินของเด็กปฐมวัย และ 2) เปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางการเงินของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมฯ กลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กปฐมวัยที่กำลังศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 3 อายุระหว่าง 5-6 ปี ของโรงเรียนบ้านโคกผักหอม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โดยเป็นเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 13 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งผู้วิจัยเป็นครูประจำชั้นและเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรม จำนวน 32 แผน มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ( = 4.97, S.D. = 0.13) <br />2) แบบทดสอบความฉลาดรู้ทางการเงิน จำนวน 45 ข้อ ซึ่งมีค่าความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80–1.00 สถิติที่ใช้ใน<br />การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) กระบวนการจัดกิจกรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงร่วมกับสถานการณ์จำลอง <br />มี 3 ขั้น ได้แก่ 1.1) ขั้นเตรียมการ เป็นการจูงใจให้พร้อมเรียนรู้ 1.2) ขั้นกระบวนการเรียนรู้ มี 3 ขั้นย่อย คือ การมีเหตุผล<br />การพอประมาณ และการสร้างภูมิคุ้มกันผ่านสถานการณ์จำลอง โดยสถานการณ์จำลอง ประกอบด้วย การเตรียมการ <br />การนำเสนอสถานการณ์ การเลือกบทบาท การดำเนินกิจกรรม การประยุกต์และนำไปใช้ และ 1.3) ขั้นสรุปและสะท้อนผล<br />การเรียนรู้ ประกอบด้วย ขั้นสรุป ขั้นสะท้อนผลการเรียนรู้ และ 2) ก่อนการจัดกิจกรรมเด็กปฐมวัยมีความฉลาดรู้ทางการเงิน อยู่ระดับพอใช้ (= 19.23, S.D. = 1.55) และหลังการจัดกิจกรรม อยู่ระดับดีมาก ( = 43.92, S.D. = 4.26) แสดงว่า เด็กปฐมวัยมีความฉลาดรู้ทางการเงินสูงขึ้น</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/reru/article/view/291476 ประสิทธิผลของการสอนตามแนวการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารร่วมกับการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติแบบไม่มีบทเพื่อพัฒนาทักษะการพูดเชิงธุรกิจสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 2025-09-06T16:56:13+07:00 อรรชนิดา หวานคง anchanidaw12@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดเชิงธุรกิจ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารร่วมกับการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติแบบไม่มีบท และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารร่วมกับการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติแบบไม่มีบท กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทั้งที่เป็นพระภิกษุและคนทั่วไป ที่เรียนรายวิชา HU 2047 ภาษาอังกฤษธุรกิจ (Business English) จำนวน <strong>14 </strong>รูป/คน ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการพูดเชิงธุรกิจ จำนวน 5 แผน <br />2) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการพูดเชิงธุรกิจก่อนและหลังเรียน 3) แบบประเมินความสามารถในการพูดเชิงธุรกิจ <br />และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติแบบไม่มีบท สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent t-test) </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถด้านการพูดเชิงธุรกิจของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารร่วมกับการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติแบบไม่มีบทสูงกว่าก่อนการใช้กิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารร่วมกับการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติแบบไม่มีบทเพื่อพัฒนาทักษะการพูดเชิงธุรกิจอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/reru/article/view/291789 การตั้งคำถามของครูเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีปัญหาของตนเองในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ 2025-11-18T10:24:41+07:00 วัชรินทร์ จันทร์สำราญ watcharinc@kkumail.com สัมพันธ์ ถิ่นเวียงทอง Sampan@kku.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การตั้งคำถามของครูที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีปัญหาของตนเองในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ ที่เน้นการวิเคราะห์โพรโทคอลและการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ภายใต้กรอบแนวคิดการศึกษาชั้นเรียนและวิธีการแบบเปิด กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียน จำนวน 37 คน และครูระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (มอดินแดง) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการหารด้วยเลขหนึ่งหลักจำนวน 7 แผน แบบบันทึกภาคสนาม เครื่องบันทึกวิดีทัศน์ เครื่องบันทึกภาพนิ่ง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คำถามทั้ง 4 ประเภท ประกอบด้วย 1) คำถามรวบรวมข้อมูลสารสนเทศ พบว่าเมื่อครูตั้งคำถาม นักเรียนพยายามตอบคำถามจากสำรวจสถานการณ์ปัญหา คำสั่งและสื่อเรื่อง และพบว่านักเรียนมีปัญหาของตนเองหลังจาก<br />มีการสงสัย ครุ่นคิดจากสถานการณ์ปัญหา 2) คำถามกระตุ้นให้เกิดการคิด พบว่าเมื่อครูตั้งคำถามกระตุ้นนักเรียน นักเรียนสามารถอธิบายและขยายความคิดเกี่ยวกับการหารของตนได้อย่างชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากได้เผชิญปัญหาด้วยตนเอง และนักเรียนมีปัญหาของตนเอง 3) คำถามที่ช่วยให้คณิตศาสตร์ชัดเจน พบว่าเมื่อครูตั้งคำถาม นักเรียนบอกโครงสร้างการหารได้ สามารถเชื่อมโยงแนวคิดกับหลักการทางคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นการอธิบายให้เห็นได้ชัดเจน และ 4) คำถามที่ส่งเสริมการสะท้อนคิดและการให้เหตุผล พบว่า นักเรียนอธิบายเหตุผล โต้แย้งความถูกต้องของวิธีคิดของตนเอง และยืนยันแนวคิดของตนเองได้จากการตอบสนองต่อคำถาม</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/reru/article/view/293576 การศึกษาเวลามาตรฐานในกระบวนการบรรจุสินค้า: กรณีศึกษาบริษัท ABC จำกัด 2025-10-17T14:23:02+07:00 จิรนันท์ ศรีจันอ่อน jiranan.sri@vru.ac.th นิศากร มะลิวัลย์ Nisakorn@vru.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขั้นตอนและลักษณะการทำงานในกระบวนการบรรจุสินค้าของบริษัท ABC จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งเพื่อจับเวลาและหาค่าเวลามาตรฐาน ในกระบวนการบรรจุสินค้า เนื่องจากผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ยังไม่มีข้อมูลเวลามาตรฐานที่สามารถนำมาใช้วางแผนการผลิตได้ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปฏิบัติการ โดยแบ่งกระบวนการบรรจุออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก และ 16 กิจกรรมย่อย พร้อมเก็บข้อมูลเวลาการทำงานจริงจำนวน 30 รอบ <br />ซึ่งกำหนดโดยการคำนวณทางสถิติด้วยตาราง Maytag โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษา 10 รอบเพื่อกำหนดจำนวนรอบเก็บข้อมูล<br />ที่เหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์เวลามาตรฐานในแต่ละกิจกรรม และประเมินประสิทธิภาพพนักงานด้วยวิธี (Westinghouse System of Rating) เพื่อปรับค่าเวลาตามสมรรถนะของพนักงาน รวมทั้งบวกเวลาเผื่อร้อยละ 10 เพื่อสะท้อนสภาพการทำงานจริง</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า เวลามาตรฐานรวมของกระบวนการบรรจุสินค้าเท่ากับ 497.67 วินาที หรือประมาณ 8 นาที 29 วินาทีต่อหนึ่งหน่วยผลิต ซึ่งสูงกว่าเวลามาตรฐานเป้าหมาย (target time) ที่กำหนดไว้ 55 วินาทีอย่างชัดเจน ทำให้ต้องมี<br />การแบ่งงานและจัดกำลังคนในหลายสถานีจำนวน 11 สถานีเพื่อให้ผลิตทันเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบุว่าขั้นตอน "การตรวจสอบกล่องสินค้า" เป็นคอขวดหลัก (main bottleneck) ของกระบวนการบรรจุ การมีเวลามาตรฐานช่วยให้การวางแผนกำลังคนเป็นระบบ ลดความเสี่ยงผลิตไม่ทันเป้าหมาย และส่งเสริมการจัดสมดุลสายการผลิตได้อย่างมีประสิทธิผล</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/reru/article/view/292222 ผลกระทบของภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ต่อการเปลี่ยนแปลงองค์กรของเรือนจำในประเทศไทย 2025-10-22T11:15:48+07:00 กมลชัย ระดาฤทธิ์ kamonchai11976@gmail.com กรกนก ดลโสภณ konkanok.do@ksu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารเรือนจำ 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงองค์กรของเรือนจำ 3) ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์กับการเปลี่ยนแปลงองค์กร และ 4) ทดสอบผลกระทบของภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ต่อการเปลี่ยนแปลงองค์กรของเรือนจำ โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารเรือนจำจำนวน 129 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ การวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารเรือนจำมีภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์และการเปลี่ยนแปลงองค์กรโดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และคุณธรรมจริยธรรม จากการวิเคราะห์สถิติพบว่า ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเปลี่ยนแปลงองค์กรและมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์กรของเรือนจำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถของเรือนจำในการปรับตัวและพัฒนาองค์กรให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและส่งเสริมให้เกิดการบริหารจัดการเชิงรุกและการเปลี่ยนแปลงในองค์กรภาครัฐต่อไป</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/reru/article/view/293787 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะครู ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง 2025-10-15T12:24:34+07:00 ธิดารัตน์ จันทร์เอียด 6719970023@tsu.ac.th สุนทรี วรรณไพเราะ suntaree@tsu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง จำนวน 274 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และแบบสอบถามสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล 2) สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ และ 3) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 มีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/reru/article/view/290911 การบริหารเชิงรุกในระดับอุดมศึกษา: กรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2025-08-09T15:44:51+07:00 สุธิดา เลขะวัฒนะ k_sutida@hotmail.com วิรัตน์ พงษ์ศิริ wirat@msu.ac.th <p>บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารเชิงรุกในระดับ<br />อุดมศึกษา โดยอ้างอิงกรอบการทบทวนวรรณกรรมเชิงบรรยายของ Snyder (2019) ในการวิเคราะห์บทความวิชาการ<br />ที่ผ่านการประเมินจำนวน 30 เรื่อง ซึ่งตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2563–2568 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการจัดการเชิงรุก<br />มีพื้นฐานจากการมองการณ์ไกล การวางแผนล่วงหน้า และการตัดสินใจเชิงป้องกัน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนและความสามารถในการปรับตัวขององค์กรท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในภาคการศึกษา องค์ความรู้ที่ได้ถูกจัดออกเป็น 5 มิติ ได้แก่ แนวคิดหลัก องค์ประกอบสำคัญ ผลลัพธ์ ภาวะผู้นำเชิงรุก และการประยุกต์ใช้ จากการวิเคราะห์ดังกล่าว บทความนี้จึงเสนอกรอบแนวคิดสามมิติ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์เชิงระบบระหว่างฐานแนวคิด กลไกภายใน และผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์ในมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย แนวทางปฏิบัติ และทิศทางการวิจัยในอนาคต เพื่อสนับสนุน<br />การเปลี่ยนผ่านมหาวิทยาลัยจากองค์กรเชิงรับไปสู่องค์กรวิชาการเชิงรุกที่ยั่งยืน และสามารถคาดการณ์และกำหนดทิศทางต่อความท้าทายในอนาคต</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด