ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย เรื่องเพศศึกษา ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
คำสำคัญ:
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ, สื่อมัลติมีเดีย, เพศศึกษาบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย เรื่อง เพศศึกษา การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองกุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 10 คน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ได้มาโดยการเลือก
แบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย จำนวน 5 แผน รวมระยะ
เวลา 10 ชั่วโมง มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) สื่อมัลติมีเดียประกอบการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.61–0.80 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20–0.40 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ Wilcoxon signed-rank test
ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย เรื่อง เพศศึกษา มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อ
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับสื่อมัลติมีเดียโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับสื่อมัลติมีเดียสามารถช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
กรมอนามัย. (2564). คู่มือการจัดการเรียนรู้เพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตสำหรับเด็กและเยาวชน. กระทรวงสาธารณสุข.
กองอนามัยการเจริญพันธุ์. (2563). รายงานสถานการณ์อนามัยการเจริญพันธุ์ในวัยรุ่นและเยาวชน ปี 2563. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.
กานต์พิชชา ไตรพัด และวไลพร เมฆไตรรัตน์. (2568). ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคทีจีที ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย, 5(3), 100–105. https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/2774
เจตนา วงษาสูง, สุวดี ทะกัน, จันทนา หล่อตจะกูล, และพิรุณพร ประเสริฐ. (2565). ผลของการให้สุขศึกษาด้วยสื่อมัลติมีเดียแบบรายบุคคลต่อความสามารถในการดูแลตนเองหลังได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19. Singburi Hospital Journal, 31(2), 106–117. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/259018
ชวลิต ชูกำแพง. (2561). การวิจัยและพัฒนาหลักสูตร: แนวคิดและกระบวนการ (พิมพ์ครั้งที่ 3). สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2563). เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พิชญาวรรณ จันทร์แห่ว และแสงเดือน คงนาวัง. (2567). ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยสื่อมัลติมีเดียที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการป้องกันการทุจริต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย (สพบท.), 6(2), 44–56. https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JAPDEAT/article/view/268874
ละมัย มั่นคง, อารี พุ่มประไวทย์, อารีย์ มหุวรรณ, วัชรากร เรียบร้อย, และวรุฒ โยธา. (2564). ผลของการจัดการเรียนการสอน
เรื่องเพศศึกษาและทักษะชีวิตแบบบูรณาการโดยใช้ชุดสื่อสำเร็จรูปยุคดิจิตอลสำหรับนักเรียนระดับประถม มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 30(2), 223–231. https://thaidj.org/index.php/JHS/article/view/10005/8863
วลีพร สามหาดไทย และธชา รุญเจริญ. (2567). ผลการศึกษาการเรียนเรื่องวัยรุ่นและพัฒนาการทางเพศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรม. วารสารการบริหารการศึกษา มมร.วิทยาเขตร้อยเอ็ด, 4(2), 271–285.
สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี. (2564). แนวทางการส่งเสริมสุขภาวะทางเพศในเด็กและวัยรุ่น. กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.
สมิต ค่อยประเสริฐ. (2566). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องระบบสืบพันธุ์รายวิชาสุขศึกษาและพลศึกษาโดยใช้วิธีการ เรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ Co-op-Co-op สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6. วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่, 2(2), 39–54. https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/3131
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2562). รายงานสถานการณ์เด็กและสื่อดิจิทัล. สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2561). แนวทางการจัดการเรียนรู้เพศวิถีศึกษาในสถานศึกษา. กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2565). การสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2565. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม.
Johnson, D. W., & Johnson, R. T. (1994). Learning together and alone: Cooperative, competitive, and individualistic learning (4th ed.). Allyn & Bacon.
Mayer, R. E. (2009). Multimedia learning (2nd ed.). Cambridge University Press.
Prabpai, W., Viriyapong, N., & Chiangpradit, M. (2023). Effect of cooperative learning using learning together technique with technology media in teaching mathematics on percentage and ratio on mathematical problem-solving ability and mathematics learning achievement of Grade-6 students. Journal of Science and Science Education, 6(2), 280–292. https://doi.org/10.14456/jsse.2023.25
Prensky, M. (2001). Digital natives, digital immigrants. MCB University Press.
UNESCO. (2018). International technical guidance on sexuality education: An evidence-informed approach.
Wang, Y. P., & Wu, T. J. (2022). Effects of online cooperative learning on students’ problem-solving ability and learning satisfaction. Frontiers in Psychology, 13, 817968. https://doi.org/10.3389/fpsyg.2022.817968
World Health Organization. (2018). International technical guidance on sexuality education: An evidence-informed approach.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว