การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการรู้เรื่องการอ่าน โดยใช้วรรณกรรมอีสาน สำหรับนักเรียนประถมศึกษา

ผู้แต่ง

  • กมลลักษณ์ พรมมา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • ประสงค์ สายหงษ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • วรรณภา ครุพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
  • อาทิตย์ บุญนาคเสนก์ นักวิจัยอิสระ
  • ญาณภัทร สีหะมงคล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • นิพพิทา กุลชิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาลัยเขตขอนแก่น

คำสำคัญ:

การพัฒนาหลักสูตร, นิสัยรักการอ่าน, การรู้เรื่องการอ่าน, วรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการรู้เรื่องการอ่าน โดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยแบ่งกระบวนการวิจัยออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ (1) การยกร่างหลักสูตรโดยนำข้อมูลการสังเคราะห์องค์ประกอบหลักสูตรจากการวิจัยระยะที่ 1 โดยการศึกษาสภาพและความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการรู้เรื่องการอ่านโดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นอีสานสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยแบ่งขั้นตอนดำเนินการเป็น 2 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 การศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการพัฒนาหลักสูตร การส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการรู้เรื่องการอ่าน และวรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา ขั้นที่ 2 ศึกษาสภาพและความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการรู้เรื่องการอ่านจากผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยการใช้แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกการวิเคราะห์ แบบสอบถามสภาพและความต้องการ และแบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำมาพัฒนาหลักสูตรมากำหนดเป็นองค์ประกอบและดำเนิน (1) การยกร่างหลักสูตร (2) ดำเนินการวิพากษ์หลักสูตร โดยนำร่างหลักสูตรไปประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน ประกอบไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ ด้านภาษาไทย ด้านการวิจัยและสถิติ และด้านวรรณกรรมท้องถิ่น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความเหมาะสมร่างหลักสูตรมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Likert Scale) จำนวน 11 ข้อ แบ่งเป็น 4 ด้าน คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร 3 ข้อ ด้านการจัดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ 3 ข้อ ด้านการสอนของครูผู้สอน 3 ข้อ ด้านวิธีการวัดและการประเมินผล 2 ข้อ รวม 11 ข้อ ส่วนที่ 3 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรของครูสอนภาษาไทย เลือกของข้อความที่มีค่าความสอดคล้อง ตั้งแต่ 0.50 – 1.00 ไว้เท่ากับจำนวนข้อคำถามที่ต้องการในแต่ละด้านของแบบสอบถามสภาพ เพื่อนำไปใช้จริง ผลการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญข้อคำถามมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหารายข้อตั้งแต่ 0.80 -1.00 แบบสอบถาม เพื่อนำไปใช้จริง ผลการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญข้อคำถามมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหารายข้ออยู่ระหว่าง 0.60 -1.00 ที่ครอบคลุมองค์ประกอบของร่างหลักสูตร การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า หลักสูตรนี้มี 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของหลักสูตร 2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 3) โครงสร้างของหลักสูตร 4) กิจกรรมการเรียนรู้ 5) สื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ 6) การวัดและประเมินผล และ 7) หน่วยการเรียนรู้ โดยทุกองค์ประกอบมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (𝑥̄ = 4.39, S.D. = 0.56) และได้รับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับปรุง เช่น การปรับชื่อหลักสูตรให้กระชับ การปรับข้อความในหลักการและจุดมุ่งหมายให้เชื่อมโยงกันส่งผลให้หลักสูตรนี้มีความเหมาะสมสำหรับส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการรู้เรื่องการอ่าน โดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นอีสานที่เหมาะสมกับนักเรียนระดับประถมศึกษา

ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้เชี่ยวชาญที่ดำเนินการวิพากษ์และประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรด้วยวิธีการผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตรและการสอน จำนวน 2 ท่าน, ด้านการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 1 ท่าน, ด้านการวิจัยและสถิติ จำนวน 1 ท่าน และด้านวรรณกรรมท้องถิ่น จำนวน 1 ท่าน ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านเป็นผู้มีประสบการณ์ในการทำงานไม่น้อยกว่า 10 ปี โดยดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่น้อยกว่าระดับชำนาญการพิเศษ หรือสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกในสาขาที่เกี่ยวข้องการวิจัยการวิจัยระยะที่ 1 ศึกษาสภาพและความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการรู้เรื่องการอ่าน โดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1. แบบบันทึกการสังเคราะห์เอกสารจากการศึกษาเอกสาร ทฤษฎี และงานวิจัยจากนักการศึกษาแต่ละท่านที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 2. แบบสอบถามสภาพและความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรฯ มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ 3. แบบสนทนาแนวคำถามในการสนทนากลุ่ม (Focus Group) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการในการพัฒนาหลักสูตร การวิจัยระยะที่ 2 การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และการรู้เรื่องการอ่าน โดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเพื่อตรวจสอบคุณภาพของร่างหลักสูตรในการวิจัยระยะนี้ คือ แบบประเมินความเหมาะสมของร่างหลักสูตรส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการรู้เรื่องการอ่าน โดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน สำหรับนักเรียนประถมศึกษา ซึ่งมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามวิธีของ Likert

ผลการวิจัย: 1) แบบประเมินความเหมาะสมของร่างหลักสูตรส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการรู้เรื่องการอ่าน โดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน โดยทุกองค์ประกอบมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (𝑥̄ = 4.39, S.D. = 0.56).

สรุปผล: หลักสูตรส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการรู้เรื่องการอ่านโดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสมทั้งด้านโครงสร้าง เนื้อหา และกระบวนการจัดการเรียนรู้ อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ส่งเสริมการอ่านและการรู้เรื่องการอ่านและนิสัยรักการอ่านของนักเรียนระดับประถมศึกษาได้

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.

ชลธิชา หอมฟุ้ง. (2560). การพัฒนาแนวการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบเชิงรุกเพื่อส่งเสริมความสามารถในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน. มหาวิทยาลัยศิลปากร.

บุญชม ศรีสะอาด. (2554). หลักการวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ : สุวิริยาสาส์น

ศศินันท์ ศิริธาดากุลพัฒน์. (2561). การพัฒนาและศึกษาผลการใช้หลักสูตรเสริมทักษะการรู้ เรื่อง การอ่านตามแนวจิตตปัญญาศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้. วิทยานิพนธ์: มหาวิทยาลัยบูรพา.

ศรีรัตน์ เจิงกลิ่นจันทร์. (2542). การอ่านและการสร้างนิสัยรักการอ่าน. พิมพ์ครั้งที่ 4. ไทยวัฒนาพานิช.

สมบัติ ท้ายเรือคำ. (2553). ระเบียบวิธีวิจัยสำหรับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2542). กรอบแนวคิดการพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21. สำนักนายกรัฐมนตรี.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3. (2566). รายงานผลการทดสอบระดับชาติ (NT และ O-NET) ปีการศึกษา 2566.

สงัด อุทรานันท์. (2532). แนวคิดและหลักการออกแบบหลักสูตร. ไทยวัฒนาพานิช.

ธำรง บัวศรี. (2542). ทฤษฎีหลักสูตรและการพัฒนา. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

แม้นมาส ชวลิต. (2529). การจัดการเรียนการสอนการอ่านเพื่อความเข้าใจในระดับประถมศึกษา. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Likert, R. (1932). A Technique for the Measurement of Attitudes. Archives of Psychology.

Organisation for Economic Co-operation and Development. (2022). PISA 2022 results: What students know and can do (Vol. I). OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/8d6a2f26-en

Promma, K., & Saihong, P. (2025). The current situation and needs for developing curriculum to promote reading habits and reading literacy using Isan local literature for primary school learners. Journal of Education and Learning, 15(1), 166–178. https://doi.org/10.5539/jel.v15n1p166

Rosenblatt, L. M. (1994). The reader, the text, the poem: The transactional theory of the literary work. Southern Illinois University Press.

Taba, H. (1962). Curriculum development: Theory and practice. Harcourt, Brace & World.

Tyler, R. W. (1949). Basic principles of curriculum and instruction. University of Chicago Press.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-03-21

รูปแบบการอ้างอิง

พรมมา ก. ., สายหงษ์ ป. ., ครุพันธ์ ว. ., บุญนาคเสนก์ อ. ., สีหะมงคล ญ. ., & กุลชิต น. . (2026). การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการรู้เรื่องการอ่าน โดยใช้วรรณกรรมอีสาน สำหรับนักเรียนประถมศึกษา. Journal for Developing the Social and Community, 13(1), 597–612. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/rdirmu/article/view/298111

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย