การแสวงหาพยานหลักฐานจากร่างกายของผู้ถูกกล่าวหาศึกษาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1

ผู้แต่ง

  • กรวิกา เนียมศรี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต
  • จิรวุฒ ลิปิพันธ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

คำสำคัญ:

การค้นหาความจริง, การรวบรวมพยานหลักฐาน, สิทธิและเสรีภาพ, พนักงานสอบสวน, การตรวจพิสูจน์จากร่างกาย, กระบวนการยุติธรรมทางอาญา

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: กระบวนการยุติธรรมทางอาญามุ่งค้นหาความจริงและอาศัยพยานหลักฐานเป็นเครื่องมือในการ พิสูจน์ข้อเท็จจริงโดยหนึ่งในรูปแบบของพยานหลักฐานที่มีความสำคัญและมีความแม่นยำสูงคือพยานหลัก ฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ได้จากร่างกายของผู้ถูกกล่าวหาการตรวจสอบสารเคมี ดีเอ็นเอ ของเหลว หรือแม้กระทั่งการเอกซเรย์เป็นวิธีที่สามารถชี้ชัดถึงการกระทำความผิดหรือความบริสุทธิ์ของบุคคลได้อย่างชัดเจนบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 ที่บัญญัติเกี่ยวกับการแสวงหาพยานหลักฐานจากร่างกายของผู้ถูกกล่าวหา และประเมินความเหมาะสมของแนวทางการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในบริบทของหลักสิทธิมนุษยชน  2) เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบหลักการและแนวปฏิบัติของระบบกฎหมายในต่างประเทศที่มีการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาอย่างเข้มงวด อาทิ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส 3) เพื่อเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติกฎหมายไทยให้มีความสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล และส่งเสริมความสมดุลระหว่างการใช้อำนาจของรัฐกับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล

ระเบียบวิธีการวิจัย: การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยเอกสาร ศึกษาจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 คำอธิบายกฎหมายา คำพิพากษา เอกสารงานวิจัย บทความวิชาการ ตลอดจนหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและเปรียบเทียบกับตัวบทกฎหมายของต่างประเทศ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา

ผลการวิจัย: 1)ผลการศึกษาจากตัวบทกฎหมายและคำอธิบายกฎหมายพบว่ามาตรา 131/1 มีเจตนารมณ์ให้รัฐสามารถ การเข้าถึงร่างกายของผู้ถูกกล่าวหา เพื่อแสวงหาพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น เลือด น้ำลาย ดีเอ็นเอ สารเสพติด หรือร่องรอยบาดเจ็บต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ว่าบุคคลนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือไม่  บทบัญญัติให้อำนาจพนักงานสอบสวน ค่อนข้างกว้าง โดยไม่ได้กำหนดกลไกการถ่วงดุลโดยศาลอย่างชัดเจน เช่น ต้องมีหมายศาลในกรณีที่ยุ่งเกี่ยวกับการเจาะเลือด การผ่าตัด หรือการตรวจที่เสี่ยงอันตราย 2)ผลการวิจัยพบว่า ประเทศที่มีมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาอย่างเข้มงวด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ต่างยอมรับความสำคัญของการเก็บพยานหลักฐานจากร่างกาย เช่น เลือด ดีเอ็นเอ หรือสารคัดหลั่ง แต่กำหนด กติกาเข้มงวดและชัดเจนกว่าไทยอย่างมาก เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ โดยสหรัฐอเมริกาบังคับใช้ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ต้องมีเหตุอันควรสงสัยและหลายกรณีต้องมีหมายศาล สหราชอาณาจักรมีระบบ PACE ที่แยกประเภทการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและกำหนดขั้นตอนตามระดับความรุกล้ำ เยอรมนีกำหนดให้การตรวจที่กระทบสิทธิส่วนใหญ่ต้องมีคำสั่งศาลและยึดหลักความได้สัดส่วนอย่างเคร่งครัด ส่วนฝรั่งเศสอยู่ภายใต้การกำกับของตุลาการและผู้เชี่ยวชาญ โดยมีขั้นตอนแบบเป็นทางการและสามารถคัดค้านได้โดยผู้ต้องหา สรุปได้ว่า ต่างประเทศมีกรอบควบคุมที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งช่วยสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ของรัฐกับการคุ้มครองสิทธิพื้นฐาน ในขณะที่กฎหมายไทยยังขาดรายละเอียดและกลไกถ่วงดุลระดับเดียวกัน. 3)ผลการวิจัยชี้ว่า การปรับปรุงกฎหมายไทยตามมาตรา 131/1 ควรมุ่งเน้นการทำให้การตรวจร่างกายผู้ถูกกล่าวหามีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลมากขึ้น โดยจำเป็นต้องแก้ไขตัวบทให้ชัดเจนขึ้นทั้งในเรื่องประเภทการตรวจร่างกาย เงื่อนไขการตรวจ และหลักความจำเป็น–ความได้สัดส่วน รวมทั้งควรให้ศาลมีบทบาทอนุญาตสำหรับการตรวจที่ล่วงล้ำสิทธิสูงเหมือนในต่างประเทศ นอกจากนี้ ควรกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์ การจัดการข้อมูลชีวภาพอย่างรอบคอบ และมีกลไกลงโทษหรือเยียวยาหากเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจเกินเลย ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของรัฐในการแสวงหาพยานหลักฐานกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างแท้จริง

สรุปผล: อย่างไรก็ดีการใช้มาตรการดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบแห่งกฎหมายซึ่งมีบทบัญญัติรับรองสิทธิและ เสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหาไว้โดยเฉพาะในมาตรา 131/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งแม้จะ ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจในการตรวจร่างกายเพื่อหาพยานหลักฐาน แต่ในทางปฏิบัติยังขาดความชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตของอำนาจและหลักประกันสิทธิของผู้ต้องหาส่งผลให้เกิดข้อถกเถียงและความกังวลถึงการ ละเมิดสิทธิมนุษยชนบทความนี้จึงมุ่งศึกษาการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในกระบวนการดังกล่าวโดยเปรียบ เทียบกับหลักกฎหมายต่างประเทศและเสนอแนะแนวทางแก้ไขเพื่อปรับปรุงบทบัญญัติดังกล่าวให้สอดคล้อง กับหลักนิติธรรม

เอกสารอ้างอิง

คณิต ณ นคร. (2549). การจำกัดสิทธิในกระบวนการยุติธรรม: ปัญหาและแนวทางแก้ไข. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม.

คณิต ณ นคร. (2550). สิทธิของผู้ต้องหาในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน.

ฉาดฉาน แต่งประณีต“การใช้อำนาจแสวงหาพยานหลักฐานจากร่างกายของผู้ถูกกล่าวหา: ศึกษามาตรา 131/1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา,” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, 2557

ณรงค์ ใจหาญ. (2562). คำอธิบายกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม.

ปณิธาน พงษ์ไพบูลย์. (2560). กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา: หลักทั่วไปและบทวิเคราะห์คำพิพากษา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน.

สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล. (2548). กฎหมายว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

อานนท์ มาเม้า. (2561). สิทธิของผู้ต้องหาในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

อุดม รัฐอมฤต. (2568). คำอธิบายกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

อุดม ไกรฤกษ์. (2561). คำอธิบายกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 1–2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม.

Barak, A. (2012). Proportionality: Constitutional rights and their limitations. Cambridge, UK: Cambridge University Press.

Bingham, T. (2011). The rule of law. London, UK: Allen Lane.

Hirvelä, P., & Heikkilä, S. (2021). Right to a fair trial – A practical guide to the Article 6 case-law of the European Court of Human Rights. Strasbourg, France: Council of Europe Publishing.

Hoyle, C., & Langer, M. (2021). Comparative criminal justice. Oxford, UK: Oxford University Press.

Israel, J. H., & LaFave, W. R. (2019). Criminal procedure (West’s Criminal Practice Series). St. Paul, MN: West Academic Publishing.

Langbein, J. H. (1977). Comparative criminal procedure: Germany. Chicago, IL: University of Chicago Law School.

Roberts, A. (2008). Pre-trial defence rights and the fair use of eyewitness identification procedures. The Modern Law Review, 71(5), 743–767.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-12-18

รูปแบบการอ้างอิง

เนียมศรี ก., & ลิปิพันธ์ จ. . (2025). การแสวงหาพยานหลักฐานจากร่างกายของผู้ถูกกล่าวหาศึกษาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1. Journal for Developing the Social and Community, 12(3), 321–336. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/rdirmu/article/view/292324

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ