ปัญหาขอบเขตการกำหนดความผิดตามมาตรา 14 (1) (2) (3) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้ายการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
คำสำคัญ:
ความคลุมเครือของกฎหมาย, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, การกำหนดความผิดตามมาตรา 14, การกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์บทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) (2) (3) ที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ข้อมูลปลอม หรือที่มีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐและการก่อการร้าย แม้กฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด แต่อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติมาตรา 14 กลับมีถ้อยคำที่คลุมเครือและขาดความชัดเจนในทางกฎหมาย เช่น “ข้อมูลปลอม” หรือ “ข้อมูลอันเป็นเท็จ” ซึ่งไม่มีการนิยามไว้ในตัวบทกฎหมายอย่างชัดเจน การใช้ถ้อยคำที่เปิดกว้าง เช่น “ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” หรือ “กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ” ยังอาจนำไปสู่การตีความโดยพลการและขยายขอบเขตของความผิดเกินความจำเป็น ส่งผลกระทบต่อหลักนิติรัฐ หลักความมั่นคงแน่นอนทางกฎหมาย (Legal Certainty) และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
วัตถุประสงค์: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ขอบเขตการกำหนดความผิดตามมาตรา 14 (1) (2) (3) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงกฎหมายไทยให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายสมัยใหม่ และเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาการตีความและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรม
ระเบียบวิธีการศึกษา: การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยเอกสาร ศึกษาจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คำอธิบายกฎหมาย คำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ เอกสารงานวิจัย บทความวิชาการ ตลอดจนหลักการทางกฎหมายอาญาและเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา
ผลการศึกษา: ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายไทยยังมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจในการตีความและบังคับใช้โทษแบบเดียวกันกับความผิดทุกลักษณะ โดยไม่แยกแยะตามระดับความเสียหายหรือเจตนา ทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของความยุติธรรมในกระบวนการทางอาญาได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้บทบัญญัติเหล่านี้ในการดำเนินคดีต่อผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง
สรุปผล: ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปรับปรุงมาตรา 14 โดยเฉพาะอนุมาตรา (1) (2) (3) ซึ่งควรเพิ่มนิยามศัพท์ให้ชัดเจนในมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ควรแยกโทษตามลำดับความร้ายแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น และกำหนดโครงสร้างขององค์ประกอบความผิดให้ครอบคลุมถึงเจตนาและผลลัพธ์ของการแสดงเจตนาโดยชัดเจน เพื่อยกระดับคุณภาพในการบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์. (2562). คำอธิบายรายวิชากฎหมายอาญา ภาค 1 เล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 11). กรุงเทพฯ: กรุงสยาม พับลิชชิ่ง.
คณิต ณ นคร. (2559). กฎหมายอาญา ภาคความผิด (พิมพ์ครั้งที่ 12). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน.
คณาธิป ทองรวีวงศ์. (2567). กฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เล่ม 1: ภาคกรอบแนวคิดทฤษฎีและโครงสร้างฐานความผิด ภาคความผิดต่อความมั่นคงปลอดภัยของระบบและ ข้อมูลคอมพิวเตอร์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม.
วรเจตน์ ภาคีรัตน์. (2564). คำสอนว่าด้วยรัฐและหลักกฎหมายมหาชน (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์อ่านกฎหมาย.
อภิรัตน์ เพ็ชรศิริ. (2562). ทฤษฎีอาญา ทฤษฎีโทษ และกระบวนการขั้นพื้นฐาน (พิมพ์ครั้งที่ 4).กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน.
บรรจง วงค์สุนะ. (2567). ปัญหาทางกฎหมายของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14. Journal of Roi Kaensarn Academi, 10, 1894–1904.
วนิดา แสงสารพันธ์. (2556). ขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมาย. วารสารผู้ตรวจการแผ่นดิน, 2(2), 20–27.
ภรณี ตัณฑชุณห์. (2557). ความเหมาะสมในการกำหนดความผิดทางอาญา: ศึกษากรณีปัญหาการล้มกีฬาตามกฎหมายไทย (วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
International Commission of Jurists. (2021). Curtailing free expression and information online in Thailand. Geneva: International Commission of Jurists.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal for Developing the Social and Community

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์บทความ
