การพัฒนาทักษะกระบวนการแก้ปัญหารายวิชาเคมี เรื่อง เคมีกับการแก้ปัญหา โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร
คำสำคัญ:
การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน, ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา, ความพึงพอใจบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาทักษะกระบวนการแก้ปัญหาในวิชาเคมี เรื่อง เคมีกับการแก้ปัญหา โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning: PBL) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทำงานของนักเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน เรื่อง เคมีกับการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้หลังเรียน เทียบกับเกณฑ์ 70/70 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต่อการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน
ระเบียบวิธีการวิจัย: โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 6 แผน
2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ มีค่าความยากง่ายตั้งแต่
0.20 – 0.77 และมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.60-1.00 และ 3) แบบวัดความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าความตรงเชิงเนื้อหา ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่น
ผลการวิจัย: ผลการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ พบว่า 1) การวิเคราะห์ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ย 14.91 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 74.57 วงจรปฏิบัติการที่ 2 ผลการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3-4 นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ย 16.37 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.86 และวงจรปฏิบัติการที่ 3 พบว่า ผลการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5-6 นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ย 17.97 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 89.86 2) ผลการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวเมื่อนำไปเทียบเกณฑ์แล้ว พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1-2 ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 70 แต่มีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์อยู่จำนวน 5 คน จึงทำการให้ใบงานและสอนซ่อมเสริมแผนการเรียนรู้ที่ 1-2 ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 ให้กับนักเรียนกลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3-4 ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 70 แต่มีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์อยู่จำนวน 3 คน จึงทำการให้ใบงานและสอนซ่อมเสริมแผนการเรียนรู้ที่ 3-4 ในวงจรปฏิบัติการที่ 2 ให้กับนักเรียนกลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์ พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5-6 ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 70 และนักเรียนมีคะแนนผลการเรียนรู้จากการทดสอบหลังเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต่อการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน มีความพึงพอใจมากที่สุด ( = 4.52, S.D. = 0.52)
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2560 – 2567 สำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา. กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟฟิค.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง 2560) ตาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2561). สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟฟิค.
จิราภรณ์ จันทร์เจริญ. (2564). การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานในรายวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วารสารวิจัยทางการศึกษา, 24(2), 88–100.
ชวลิต ชูกำแพง. (2553). การวิจัยหลักสูตรและการสอน (พิมพ์ครั้งที่ 2). มหาสารคาม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
พงศ์เทพ แก้วสวัสดิ์. (2561). การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานที่ส่งเสริมเจตคติทางวิทยาศาสตร์และความพึงพอใจของนักเรียน. วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, 15(1), 45–59.
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน). (2565). ค่าสถิติพื้นฐานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2564. เข้าถึงได้จาก https://www.newonetresult.niets.or.th/AnnouncementWeb/Notice
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน). (2566). ค่าสถิติพื้นฐานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2565. เข้าถึงได้จาก https://www.newonetresult.niets.or.th/AnnouncementWeb/Notice
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน). (2567). ค่าสถิติพื้นฐานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566. เข้าถึงได้จาก https://www.newonetresult.niets.or.th/AnnouncementWeb/Notice
สุภาวรรณ ฤากำลัง. (2564). นวัตกรรมห้องเรียน : การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย, 15(2), 30-33.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรงศึกษาธิการ. (2564). ก้าวแรกการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning: PBL). กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็น.เอ. รัตนะเทรดดิ้ง.
อัญชลี บุญญานุพงศ์. (2562). ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยโครงงานต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 42(3), 75–86.
Bell, S. (2010). Project-based learning for the 21st century: Skills for the future. The Clearing House: A Journal of Educational Strategies, Issues and Ideas, 83(2),
–43. https://doi.org/10.1080/00098650903505415
Boaler, J. (1999). Mathematizing" Mathematics Education for a Changing World. In Jo Boaler (Ed.), Multiple Perspectives on Mathematics Teaching and Learning
(pp. 1–17). Ablex Publishing.
Hmelo-Silver, C. E. (2004). Problem-based learning: What and how do students learn?. Educational Psychology Review, 16(3), 235–266. https://doi.org/10.1023/B:EDPR.0000034022.16470.f3
Krajcik, J. S., & Blumenfeld, P. C. (2006). Project-based learning. In R. K. Sawyer (Ed.), The Cambridge Handbook of the Learning Sciences (pp. 317–334). Cambridge University Press.
Markham, T. (2011). Project-based learning: A bridge just far enough. Teacher Librarian, 39(2), 38–42.
Thomas, J. W. (2000). A Review of Research on Project-Based Learning. The Autodesk
Foundation.https://www.bie.org/research/study/review-of-research-on-project- based-learning
Wongwanich, S. (2006). Classroom action research. Bangkok: Chulalongkorn University Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal for Developing the Social and Community

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์บทความ
