การวิเคราะห์ภาพพจน์ตามแนวภาษาศาสตร์ปริชานในสำนวนจีน (成语) ที่ปรากฏคำว่า “春、夏、秋、冬”

ผู้แต่ง

  • กนกพร แจ้งสวัสดิ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
  • ภาณินี เพ็งสุข มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

คำสำคัญ:

สำนวนจีน, ฤดูกาล, ปริชาน, ภาษาศาสตร์

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: สำนวนจีนเป็นองค์ประกอบสำคัญของภาษาที่สะท้อนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอันยาวนาน ส่วนใหญ่มักเป็นสำนวนสี่พยางค์ที่มีโครงสร้างตายตัวและมีความหมายแฝงที่ลึกซึ้ง การทำความเข้าใจสำนวนเหล่านี้จึงต้องอาศัยการตีความที่มากกว่าการแปลตรงตัว โดยเฉพาะสำนวนที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นภาพพจน์เพื่อสื่อความหมายนามธรรม ในบริบทของวัฒนธรรมจีนที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ (天人合一) ฤดูกาลทั้งสี่จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์สำนวนเหล่านี้

          งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษาสำนวนจีนที่ขึ้นต้นด้วยคำบ่งบอกฤดูกาล ได้แก่ “春” “夏” “秋” และ “冬” เพื่อวิเคราะห์ว่าฤดูกาลเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็น มโนทัศน์ต้นทาง (Source Domain) ในการสื่อความหมายเชิงอุปลักษณ์อย่างไร และความหมายเชิงนัย (Target Domain) ที่ปรากฏเหล่านั้นสามารถจัดกลุ่มเป็นสนามความหมายย่อยๆ ได้กี่ประเภท ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจวิธีคิดและค่านิยมของชาวจีนที่ฝังอยู่ในภาษาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ระเบียบวิธีการวิจัย: งานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาในการศึกษาสำนวนจีน (成语) ที่ขึ้นต้นด้วยอักษร “春” “夏” “秋” และ “冬” โดยคัดเลือกจากพจนานุกรม “中华大词典” (2012) และ 成语大词典 (2012) การศึกษานี้วิเคราะห์ทั้งความหมายตามตัวอักษรและความหมายในเชิงเปรียบเปรย โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ ร่วมกับทฤษฎีสนามความหมาย เพื่อจัดจำแนกประเภทของภาพพจน์หลัก จากนั้นจึงสรุปและเปรียบเทียบภาพพจน์ที่ปรากฏในแต่ละฤดูกาล เพื่อเผยให้เห็นแนวคิดทางวัฒนธรรมและค่านิยมที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมจีนผ่านภาษาสำนวน

ผลการวิจัย: ในการศึกษาสำนวนจีน ผู้วิจัยพบสำนวนที่ตรงตามเกณฑ์ทั้งหมดจำนวน 100 สำนวน
ซึ่งขึ้นต้นด้วยคำว่า “春” “夏” “秋” และ “冬” โดยใช้ข้อมูลจากพจนานุกรม “中华大词典” (2012) และ 成语大词典 (2012) ผลการศึกษาพบว่าภาพลักษณ์ของฤดูกาลในสำนวนจีนสามารถจัดหมวดหมู่โดยแบ่งตามฤดูกาลและสัดส่วนร้อยละดังนี้ สำนวน“春”ทั้งหมด 50 สำนวน โดยแบ่งประเภทกลุ่มได้ 5 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่สื่อถึงความสุข ความสำเร็จ และความรุ่งเรือง 15 สำนวน (30.00) 2.กลุ่มที่สื่อถึงการเปลี่ยนแปลง การเจริญเติบโต และการให้คุณประโยชน์ 6 สำนวน (12.00) 3.กลุ่มที่สื่อถึงความสัมพันธ์ ความทรงจำ และกาลเวลา 4 สำนวน (8.00) 4.กลุ่มที่สื่อถึงความเปราะบาง
ความไม่แน่นอน หรือความผิดหวัง 13 สำนวน (26.00) และ 5.กลุ่มที่เน้นลักษณะเฉพาะหรือสุนทรียภาพ 12 สำนวน (4.00)

          สำนวน “夏” ที่นำมาศึกษาทั้งหมดมี 14 สำนวน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มที่สื่อถึงความร้อนรุนแรงและสภาวะที่น่าเกรงขาม มี 4 สำนวน คิดเป็นร้อยละ (28.57%)
2. กลุ่มที่สื่อถึงความไร้ประโยชน์หรือไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ มี 3 สำนวน คิดเป็นร้อยละ (21.43%)
3. กลุ่มที่สื่อถึงข้อจำกัดทางความรู้และประสบการณ์ มี 2 สำนวน คิดเป็นร้อยละ (14.29%)
4. กลุ่มที่สื่อถึงคุณประโยชน์ การเจริญเติบโต และความสมบูรณ์ มี 2 สำนวน คิดเป็นร้อยละ (14.29%) 5. กลุ่มที่สื่อถึงความรวดเร็ว ความไม่คงทน และสุนทรียภาพทางธรรมชาติ มี 3 สำนวน (21.43%)

          สำนวน “秋” ที่นำมาศึกษาทั้งหมดมี 28 สำนวน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มที่สื่อถึงความปลอดโปร่ง ความสุขุม และความสงบ มี 6 สำนวน (21.43%) 2. กลุ่มที่สื่อถึงความร่วงโรย การจากไป และการถูกทอดทิ้ง มี 5 สำนวน (17.86%) 3. กลุ่มที่สื่อถึงความละเอียด ความเล็กน้อย และความชัดเจน มี 3 สำนวน (10.71%) 4. กลุ่มที่สื่อถึงการเก็บเกี่ยว ผลลัพธ์ และการจัดการ มี 3 สำนวน (10.71%) 5. กลุ่มที่สื่อถึงความงาม สุนทรียภาพ และอารมณ์ความรู้สึก มี 9 สำนวน (32.14%) 6. กลุ่มที่สื่อถึงความไม่ใส่ใจหรือการมองข้าม มี 1 สำนวน (3.57%) 7. กลุ่มที่สื่อถึงความเปรียบเทียบหรือลักษณะเฉพาะอื่นๆ มี 1 สำนวน คิดเป็นร้อยละ (3.57%)

           สำนวน “冬” ที่นำมาศึกษาทั้งหมดมี 8 สำนวน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1.กลุ่มที่สื่อถึงความอบอุ่น ความน่ารัก และสิ่งที่พึงปรารถนา มี 3 สำนวน (37.50%) 2.กลุ่มที่สื่อถึงความไร้ประโยชน์หรือไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ มี 2 สำนวน (25.00%) 3. กลุ่มที่สื่อถึงความโง่เขลา ความยากลำบาก และลักษณะเฉพาะ มี 3 สำนวน (37.50%)

สรุปผล: การศึกษาสำนวนจีนคำที่บ่งบอกฤดูกาลได้เผยให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งระหว่าง ภาษากับความคิด รวมถึงแนวคิดและค่านิยมทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ฤดูกาลทั้งสี่ ได้แก่ 春 (ฤดูใบไม้ผลิ), 夏 (ฤดูร้อน), 秋 (ฤดูใบไม้ร่วง), และ 冬 (ฤดูหนาว) ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่ยังถูกใช้เป็น มโนทัศน์ต้นทาง (Source Domain) ที่ทรงพลังและยืดหยุ่น เพื่อสื่อสาร มโนทัศน์เป้าหมาย (Target Domain) ที่เป็นนามธรรมและซับซ้อนในหลากหลายมิติของชีวิตมนุษย์

จากการวิเคราะห์สำนวนจีนตาม ทฤษฎีอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ (Conceptual Metaphor Theory: CMT) และ ทฤษฎีสนามความหมาย (Semantic Field Theory) สามารถสรุปภาพรวมของแต่ละฤดูได้ดังนี้ "春" (ฤดูใบไม้ผลิ): สัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นและความสมดุลของชีวิต ด้วยจำนวนสำนวนมากที่สุดถึง 50 สำนวน "春" สะท้อนถึงสถานะของฤดูใบไม้ผลิในฐานะสัญลักษณ์เชิงบวกที่โดดเด่นในสังคมจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน ความสุข ความสำเร็จ และความรุ่งเรือง (30.00%)

"夏" (ฤดูร้อน): ภาพสะท้อนความรุนแรงและข้อจำกัด สำนวน "夏" จำนวน 14 สำนวน ส่วนใหญ่ (28.57%) มุ่งเน้นไปที่ ความร้อนรุนแรงและสภาวะที่น่าเกรงขาม บ่งบอกถึงประสบการณ์ตรงที่ผู้คนมีต่อความรุนแรงของฤดูร้อน

"秋" (ฤดูใบไม้ร่วง): ความงาม สุนทรียภาพ และการเปลี่ยนแปลง สำนวน "秋" จำนวน 28 สำนวน แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับมิติทางสุนทรียะและอารมณ์ความรู้สึก โดยเฉพาะกลุ่มที่สื่อถึง ความงาม สุนทรียภาพ และอารมณ์ความรู้สึก (32.14%) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนโดดเด่นที่สุด

สำนวน "冬" จำนวน 8 สำนวน ชี้ให้เห็นถึงการรับรู้ที่ซับซ้อนต่อฤดูหนาว โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ที่มีสัดส่วนเท่ากันคือ ความอบอุ่น ความน่ารัก และสิ่งที่พึงปรารถนา (37.50%) และ ความโง่เขลา
ความยากลำบาก และลักษณะเฉพาะ (37.50%) สิ่งนี้บ่งชี้ว่าฤดูหนาวไม่เพียงเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย
แต่ยังเป็นบริบทที่ทำให้คุณค่าของความอบอุ่น ความเมตตา และความช่วยเหลือมีความสำคัญ

เอกสารอ้างอิง

จิราพร ปาสาจะ.(2024).การศึกษาภาพสะท้อนของฤดูใบไม้ร่วงผ่านสุภาษิตจีน.วารสารจีนวิทยาและการศึกษาภาษาจีนนานาชาติ. 6(1), 73–89.

เธียรชัย เอี่ยมวรเมธ. (2548). พจนานุกรมจีน-ไทย ฉบับใหม่ (ฉบับพิมพ์หนังสือตัวย่อ). กรุงเทพฯ: บริษัทรวมสาส์น (1977) จำกัด.

ปัณฑิตา ติยวุฒิโรจนกุล. (2564).การศึกษาเปรียบเทียบอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์เกี่ยวกับผู้ชายและผู้หญิงในสำนวนจีนกับคำศัพท์และสำนวนไทย.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ศศรักษ์ เพชรเชิดชู.(2018). อุปลักษณ์เวลาในสำนวนจีน Time Metaphor in Chinese Idioms. วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์, 36(2), 83–100.

Fillmore, C. J. (1982). Frame semantics. In Linguistics in the Morning Calm (pp. 111–137). Seoul: Hanshin.

Lakoff, G., & Johnson, M. (1980). Metaphors We Live By. Chicago: University of Chicago Press.

Langacker, R. W. (2008). Cognitive grammar: A basic introduction. Oxford: Oxford University Press.

Liu, Ting. (2010). "汉语习语时间概念隐喻研究" [A Study on Conceptual Metaphors of Time in Chinese Idioms]. Guangxi Normal University.

成语大词典[M].北京:商务印书馆, (2012)

金甜丽. (2022). 汉泰含“风”字成语比较研究,硕士论文. 中央民族大学.

唐雪凝, & 许浩. (2010). 现代汉语常用成语的语义认知研究.北京: 社会科学文献出版社.

刘万国, & 侯文富. (2012). 中华成语大词典. 内蒙古:内蒙古大学出版社.中国社会科学院语言研究所词典编辑室

胡晓明. (2007). 语言学概论 .吉林: 东北师范大学出版社.

曾毅平. (2009). 海外华文教师培训教程 (上册). 北京:北京师范大学出版社.

袁婧. (2020). 汉语季节成语研究,硕士论文:山东师范大学.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-07-25

รูปแบบการอ้างอิง

แจ้งสวัสดิ์ ก., & เพ็งสุข ภ. . (2025). การวิเคราะห์ภาพพจน์ตามแนวภาษาศาสตร์ปริชานในสำนวนจีน (成语) ที่ปรากฏคำว่า “春、夏、秋、冬”. Journal for Developing the Social and Community, 12(2), 359–378. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/rdirmu/article/view/290478

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย