การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก ที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
คำสำคัญ:
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์บทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งในชีวิตประจำวันและในการทำงาน ช่วยสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมากมาย ส่งผลให้เกิดการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่สำคัญ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุกเกี่ยวกับวัตถุและวัสดุที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียน และ3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้
ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/5 โรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ
ผลการวิจัย: 1) กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุกเกี่ยวกับวัตถุและวัสดุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 89.38/81.41 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมาก
สรุปผล: กิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่อง วัตถุและวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพและนำไปใช้พัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับที่สูงขึ้นได้
เอกสารอ้างอิง
ฐิตภัสร์ จรัสแสงวีรชัย, เชษฐ์ ศิริสวัสดิและเมธี ธรรมวัฒนา. (2566). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบสุริยะ ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ฯ, 1(1), 44-56
ณฐาพัชร์ วรพงศ์พัชร์. (2566). นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษากิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกและเกมการศึกษารายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสภาพแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดนครปฐม. วารสารชัยภูมิปริทรรศน์ วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ,
(2),146-156.
ไพลิน สว่างเมฆารัตน์. (2552). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ความสามารถใน การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัย ทักษิณ.
มาเรียม นิลพันธุ์. (2558). วิธีวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 9. นครปฐม: ศูนย์วิจัยและพัฒนาการทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.
วัชรา เล่าเรียนดี. (2560). กลยุทธ์การจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อพัฒนาการคิดและยกระดับคุณภาพ การศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21. นครปฐม: เพชรเกษม ปริ้นติ้งกรุ๊ป.
วิเชียร เกตุสิงห์. (2538). ค่าเฉลี่ยกับการแบ่งความหมาย: เรื่องง่าย ๆ ที่บางครั้งก็พลาดได้. ข่าวสารการวิจัยการศึกษา.สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
(2546). การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์ หลักสตรการศึกษาขันพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2546). การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์. ุกรุงเทพฯ : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. สถาบันทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 62 กระทรวงศึกษาธิการ. (2555). ผลการประเมินการสอบ NT.
สถาพร พฤฑฒิกุล. (2558). เอกสารประกอบการฝึกอบรม “คุณภาพผู้เรียน เกิดจากกระบวนการเรียนรู้”คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว.
สุภัทธิรา คงนาวัง, และนฤมล ภูสิงห์. (2565). ผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ วัสดุและสสาร และการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4.วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์).
อัณฉรี ศิลางัด.(2565). การพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ รายวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. บัณฑิตวิทยาลัย :มหาวิทยาลัยศิลปากร
Silberman, M. (1996). Active Learning. Boston: Allyn & Bacon.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal for Developing the Social and Community

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์บทความ
