แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
คำสำคัญ:
การพัฒนา, แนวทางการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการดําเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการดําเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ สำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 คือ ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูอนามัยของสถานศึกษา จำนวน 260 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ ระยะที่ 2 ออกแบบและพัฒนาแนวทางการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุข กลุ่มผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูอนามัยของสถานศึกษาที่มีแนวปฏิบัติเป็นเลิศ 3 แห่ง จำนวน 6 คน ผู้ทรงคุณวุฒิผู้ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า
- สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ
สถานศึกษาสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านบริการอนามัยโรงเรียน ด้านการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทางสังคม ด้านนโยบายของโรงเรียน ด้านการจัดสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนที่เอื้อต่อสุขภาพ ด้านการบริหารจัดการที่โรงเรียน ด้านการส่งเสริมสุขภาพบุคลากรในโรงเรียน ด้านโครงการร่วมระหว่างโรงเรียนและชุมชน ด้านการออกกําลังกาย กีฬาและนันทนาการ ด้านสุขศึกษาในโรงเรียน และด้านโภชนาการอาหารที่ปลอดภัย
- แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ประกอบด้วย 10 ด้าน 30 แนวทาง มีผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางโดยรวมอยูในระดับมากที่สุด
เอกสารอ้างอิง
Chaikini, S. (2018). Development of a Guideline for the Operation of Health-Promoting Schools for Educational Institutions under the Office of the Primary Educational Service Area, Bueng Kan. Master's Thesis Department of Educational Administration and Development, Faculty of Education, Mahasarakham University.
Committee for the Preparation of the 12th National Health Development Plan. (2016). The 12th National Health Development Plan (2017 - 2021). Bangkok: Ministry of Public Health.
Department of Health. (2015). Manual for Health Promotion School Operations (Revised Edition 2015). Bangkok: Chumnum Printing House.
Health Promotion Office. (2013). Manual for the Operation of Health-Promoting Schools. Bangkok: Chumnum Printing.Standards for Health Promoting School,2022 : GSHPS). Bangkok: Minnie Group.
Khansai, W. (2018). Development of Guidelines for Operations towards Diamond-level Health Promotion School Standards of Basic Education Institutions Under the Office of the Primary Educational Service Area 4, Udon Thani. Master of Education Thesis Department of Educational Administration and Development, Faculty of Education, Mahasarakham University.
Mungmai, C. (2017). Development of Guidelines for Health Promotion School Operations, Educational Institutions Under the Office of the Primary Educational Service Area 3, Mahasarakham. Master of Education Thesis, Educational Administration and Development, Faculty of Education, Mahasarakham University.
Office of the Primary Educational Service Area, Roi Et Area 2. (2022). Basic Education Development Plan (2023 - 2027). Roi Et: Office of the Primary Educational Service Area, Roi Et Area 2.
Pender NJ., Murdaugh CL, Parsons MA. (2002). Health promotion in nursing practice. New Jersey: Pearson Education.
Siangphor, K. (2020). Theory, Techniques for Health Behavior Development and Application in Public Health. Bangkok: Chulalongkorn University Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2024 Journal for Developing the Social and Community

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์บทความ
