แนวทางการนิเทศการศึกษาโดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สัวงคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
คำสำคัญ:
การนิเทศการศึกษา, การใช้เทคโนโลยีบทคัดย่อ
การศึกษาศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวทางการนิเทศการศึกษาโดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ศึกษานิเทศก์สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ศึกษา ได้แก่ แบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับแนวทางการนิเทศการศึกษาโดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา แล้วนำเสนอเชิงพรรณนา
ผลการศึกษา แนวทางการนิเทศการศึกษาโดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สามารถสรุปผลการวิจัย ดังนี้
แนวทางการนิเทศการศึกษาโดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ
- การวางแผนการนิเทศ โดยการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการการนิเทศ การวางแผนการดำเนินการนิเทศ การสร้างและพัฒนาสื่อและเครื่องมือสาหรับนิเทศ และการกำหนด บทบาทและหน้าที่ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ
- การดำเนินการนิเทศ ดำเนินการโดยยึดแผนการนิเทศที่กำหนด คือ พัฒนาความรู้ ความเข้าใจและฝึกทักษะ ส่งเสริมให้โรงเรียนพัฒนาการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ จัดประกวด Best Practice การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยใช้ระบบออนไลน์
- การติดตามและประเมินผลการนิเทศ โดยการสำรวจความคิดเห็นและเก็บข้อมูลการดำเนินงานพัฒนาการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมของกลุ่มเป้าหมาย และรวบรวมข้อมูลจากการประกวด Best Practice การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมของกลุ่มเป้าหมาย
- การสรุปและรายงานผลการดำเนินการนิเทศ โดยดำเนินการสรุปวิเคราะห์ความคิดเห็นและผลการดำเนินงานพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ผลการประกวด Best Practice การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ และรายงานผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยใช้สื่อนิเทศประเภทที่ 3 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านสื่อสังคมต่าง ๆ และกระดานถาม-ตอบ (Web Board) รวมทั้งเผยแพร่ต่อสาธารณะ เช่น Website, Social Network
เอกสารอ้างอิง
Amornwiwat, S. (2018). Friendly Supervision. Bangkok: Book Promotion and Service, 2012.
Gwynn, J. Minor. (1974). Theory and Practice of Supervision. New York: Dodd & Company,
Konchuerat, W. (2008). Report on monitoring and evaluating school performance in the project of One District, One Dream School, Government Inspectorate Region 13 using a supervisory model for change. Nakhon Ratchasima: Office of Education, Roi Et Province, Nakhon Ratchasima District 1, Office of the Basic Education Commission.
Liangcheepchop, P. (2002). A study on educational supervisory performance of kindergarten schoolnetwork committees under the office of provincial primary education, educational region five. Bangkok: Chulalongkorn University.
Malithong, K. (2015). Educational technology and innovation. Bangkok: Arun Printing.
Poltue, W. (2009). Innovation of long-distance supervision using mass communication. [Online]. http://gotoknow.org/blog/region11/152819 [10 November 2018]
Russamee, A. (2008). Supervision: the process of knowledge management towards excellence. Lopburi: Lopburi Provincial Education Office, District 1.
Wanthana, P. (2018). New educational supervision. [Online]. http://gotoknow.org/blog/toon2/213347. [29 May 2018]
Wessuwan, S. (1998). A Study of Teachers' Opinion towards Academic Supervision in Elementary Schools Under the Office of the Prachinburi Primary Education Commission. Thesis M.Ed. Bangkok: Srinakharinwirot University Prasarnmit.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2021 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์บทความ
