รำบวงสรวงกู่บัวมาศ : พิธีกรรมและความเชื่อของบ้านกอก อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม
คำสำคัญ:
รำบวงสรวงกู่บัวมาศ, พิธีกรรม, ความเชื่อบทคัดย่อ
การประดิษฐ์ท่ารำบวงสรวงกู่บัวมาศ ให้เป็นแบบแผนเพื่อให้ชุมชนบ้านกกกอกได้ใช้เป็นการแสดงประจำชุมชน และยังเป็นสืบสานวัฒนธรรมของท้องถิ่นซึ่งแสดงให้อัตลักษณ์วัฒนธรรมของชุมชนบ้านกกกอก อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัด ดังนั้นงานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาพิธีกรรม ความเชื่อของบ้านกอก อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ที่มีต่อกู่บัวมาศ (2) เพื่อสร้างชุดการแสดง “รำบวงสรวงกู่บัวมาศ” การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอการ เก็บรวบรวมข้อมูลจากภาคสนาม โดยการสำรวจ สัมภาษณ์ สังเกต การสนทนากลุ่มแล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ผลการวิจัย พบว่า
- กู่บัวมาศเป็นโบราณสถานในวัฒนธรรมขอม ขนาดเล็กตั้งอยู่ที่บ้านกกกอก ตำบลบัวมาศ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม รูปแบบสถาปัตยกรรมมีลักษณะเป็นปราสาทหลังเดียว มีฐานด้าน ทิศเหนือเชื่อมตัวปราสาทประธานเพื่อประดิษฐานรูปเคารพพระนารายณ์ ซึ่งรูปแบบสถาปัตยกรรม ดังกล่าวนั้นไม่ค่อยปรากฏให้เห็นเลยในเมืองพระนครของขอม การสร้างดังกล่าวยังไม่สามารถทราบ ได้ว่ามีคติความเชื่อในการสร้างอย่างไร โดยส่วนใหญ่ศาสนสถานที่สร้างขึ้นในวัฒนธรรมขอมนั้น มักสร้างเป็นปราสาทหลังเดียวโดด ๆ เพื่อถวายแด่องค์พระศิวะ หรือสร้างขึ้นเป็นปราสาทสามหลัง เพื่อถวายแด่พระศิวะ พระนารายณ์และพระพรหมตามลำดับ
- สร้างชุดการแสดง “รำบวงสรวงกู่บัวมาศ”: หลักนาฏยประดิษฐ์ในเรื่องการคิดให้มีนาฏยศิลป์ในชุมบ้านกกกอก ตำบลบัวมาศ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม การกำหนดความคิดหลักทั้งในระดับเป้าหมายและระดับวัตถุประสงค์ การประมวลข้อมูล การกำหนดขอบเขต การกำหนดรูปแบบตลอดจนการกำหนดองค์ประกอบอื่นที่ประกอบไปด้วย เครื่องแต่งกาย ดนตรี กระบวนท่ารำ ทั้งหมดล้วนเป็นกระบวนการควบคุมการทำงานของการสร้างสรรค์ให้เห็นไปตามวัตถุประสงค์และแนวความคิด ซึ่งความคิดสร้างสรรค์จะต้องประกอบไปด้วย ความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยืดหยุ่น ความคิดริเริ่ม และความคิดละเอียดลออ
เอกสารอ้างอิง
Chanta, R. (2001). Folk Wisdom: Cultural Dimensions in Caring for HIV/AIDS Patients in Northern Thailand. Chiang Mai : Ming Muang Printing House.
Dechpimol, C. (1978). Reflections on the life of Isan people from Mo Lam. Bangkok: Department of Thai Language, Faculty of Arts, Silpakorn University.
Diskun, S. (1979). History of Southeast Asia to 2000. Bangkok: Office of the Prime Minister.
Guilford, J. P., & Hoepfner, R. (1971). The Analysis of intelligence. New York, NY McGraw-Hill Book Co.
Harnkam, S, (2004). Suriwong Isan Local Literature: An Analytical Study. Master of Thesis: Silpakorn University.
Hiranto, U. (1983). Encyclopedia of public administration (Public Administration). Bangkok: Odeon stro.
Kaewthongmee, P (Santimano). (2018). Religion and wisdom for local development. Mahasarakham : Mahasarakham University.
Kingmaee, A. (2000). Find traces of Khmer and Mon in Maha Sarakham. Maha Sarakham: Office of Arts and Culture, Maha Sarakham Rajabhat Institute.
Phukhamwong, P . (2014). A Study of Faith Value in the Prang Ku Kaeo Worship Ritual of Buddhists in the Ku Kaeo District Udonthani Province. Bangkok: Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Royal Academy. (1999). Dictionary of the Royal Institute 1999. Bangkok: Royal Institute.
Samlee and Nilwanpha, R. (2019). Interview. Mahasarakham: Department of Thai and Eastern Languages: Mahasarakham University.
Sukhavanich, C. (1995). The idea of inventing dance moves. College of Dramatic Arts, Fine Arts Department.
Wirunrak, S. (2001). Dramatic art periscope. (2nd ed). Bangkok: Department of Dramatic Arts Faculty of Fine and Applied Arts Chulalongkorn University.
Wongprasert, C. (1989). The art of dancing in the northeastern region. Mahasarakham: Academic Resources Office, Srinakharinwirot University, Maha Sarakham.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2021 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์บทความ
