อุปสรรคในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กผู้หนีภัยการสู้รบภายในพื้นที่พักพิงชั่วคราว : กรณีศึกษาพื้นที่พักพิงชั่วคราวแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
คำสำคัญ:
ผู้หนีภัยการสู้รบ, การศึกษา, พื้นที่พักพิงชั่วคราว, การจัดการการศึกษาบทคัดย่อ
บทความนี้เป็นการเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับอุปสรรคในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กผู้หนี้ภัยการสู้รบภายในพื้นที่พักพิงชั่วคราว กรณีศึกษาพื้นที่พักพิงชั่วคราวแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กผู้หนีภัยการสู้รบภายในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นและมุมมองที่แตกต่างกันของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการศึกษาให้แก่เด็กผู้หนีภัยการสู้รบ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐไทย เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้ปกครองและเด็กผู้หนีภัยการสู้รบ ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับนโยบาย ปฏิบัติการ และรับผลประโยชน์จากการจัดการศึกษาตามลำดับ โดยงานวิจัยนี้ใช้รูปแบบการศึกษาเชิงคุณภาพ ซึ่งเก็บข้อมูลจากการสืบค้นเอกสาร ตำราวิชาการ และใช้วิธีการสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ เจ้าหน้าที่ในระดับบริหารในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน (Non-governmental Organizations : NGOs) ผู้ปกครองและเด็กผู้หนีภัยการสู้รบ จำนวนทั้งหมด 15 คน ผลการศึกษาได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร ตำราวิชาการ และถอดบทความจากบทสัมภาษณ์และรายงานผลการศึกษาด้วยวิธีการพรรณนา
ผลการศึกษาพบว่า 1) อุปสรรคของการจัดการศึกษาภายในพื้นที่พักพิงฯ คือการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาภายในพื้นที่พักพิงฯ ได้แก่ หน่วยงานของรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน ขาดการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันในการดำเนินการจัดการศึกษาให้แก่เด็กผู้หนีภัยฯ ทำให้เกิดปัญหาตามมาคือปัญหาเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่เหมาะสม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษาและความสามารถในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นของเด็กผู้หนีภัยฯ 2) ความคิดเห็นและมุมมองแตกต่างกันไปตามบริบทของสถานภาพของผู้ที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของผู้บริหารหรือผู้ออกนโยบายมีความคิดเห็นว่า การจัดการศึกษาที่หน่วยงานรัฐจัดให้นั้น มีความเพียงพอและไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ แต่ในส่วนของผู้ปฏิบัติงานมีความเห็นว่า สถานศึกษาภายในพื้นที่พักพิงฯ จำเป็นที่จะต้องได้รับการปรับปรุงทั้งในด้านของหลักสูตรการสอนที่ไม่ได้มาตรฐานตามผลการศึกษาปัญหาที่ได้กล่าวมาในข้างต้น และยังขาดการสนับสนุนด้านของอุปกรณ์การศึกษา อันได้แก่ หนังสือเรียนและสื่อการเรียนการสอน ที่จำเป็นต่อพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย ซึ่งปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้ปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลในฐานะเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้รัฐต้องให้จัดให้เด็กทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม
เอกสารอ้างอิง
http://web.senate.go.th/lawdatacenter/includes/FCKeditor/upload/Image/b/reform/reform7.pdf [19 March 2018]. [In Thai].
Convention Relating to the Status of Refugees 1951. (2018). [Online].
https://www.unhcr.or.th/sites/default/files/Refugee%20Convention%201951%20(Thai).pdf. [19 March 2018]
Thailand : ZOA Refugee Care (2009). “Promoting Inclusive Education”. Annual Report 2009. [In Thai].
UNHCR Thailand. (2018A). Number of refugee camps in Thailand. [Online] https : //www.unhcr.or.th [20 October 2018]. [In Thai].
UNHCR Thailand. (2018B). Refugees in Thailand. [Online] https : //www.unhcr.or.th [20 March 2018]. [In Thai].
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์บทความ
