การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก ที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
คำสำคัญ:
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์, ความพึงพอใจบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในปัจจุบัน ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นครูผู้สอนต้องใช้เทคนิคกลวิธีการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนสนใจอยากเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75
2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก
ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 36 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัย ได้แก่
1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ ค่าความยากง่ายเท่ากับ 0.59 และค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ 0.54 คุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ใช้ได้ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ ค่าความยากง่ายเท่ากับ 0.54 และค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ 0.61 คุณภาพของแบบสอบถามความพึงพอใจ ใช้ได้ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที กรณีกลุ่มไม่อิสระ
ผลการวิจัย: 1) ผลการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกมีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.16/81.40 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) นักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน[p1.1]อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ซึ่งค่าเฉลี่ยของคะแนนการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ก่อนเรียนเท่ากับ 11.39 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.00 และค่าเฉลี่ยของคะแนนการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์หลังเรียนเรียนเท่ากับ 16.28 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.88และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก โดยรวมอยู่ที่ระดับมาก (X ̅ = 2.69, S.D. = 0.56)
สรุปผล: 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 80.16/81.40 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2.นักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก โดยรวมอยู่ที่ระดับมาก (= 2.69, S.D. = 0.56) การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนระดับชั้นที่สูงได้อีกด้วย
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551.กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ครุสภาลาดพร้าว.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับบปรับปรุง 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ครุสภาลาดพร้าว.
ฐิตภัสร์ จรัสแสงวีรชัย และคณะ. (2566). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบสุริยะ ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ฯ. 10(1), 44-57.
สุดารัตน์ เจนเชี่ยวชาญ และคณะ. (2567). นวัตกรรมการเรียนรู้แบบเชิงรุกเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องรอบรู้สิ่งมีชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วารสารครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. 7(1), 10-21.
สุภัทธิรา คงนาวัง และนฤมล ภูสิงห์. (2565). ผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ วัสดุและสสาร และการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4. วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา. ปีที่ 16(3), 131-147.
สิทธิพงษ์ สุพรม. (2561). การพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้เชิงรุกในศตวรรษที่ 21 สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น. วารสารวิจัยและประเมินผลอุบลราชธานี. 7(2): 49-58.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal for Developing the Social and Community

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์บทความ
