การพัฒนารูปแบบการนิเทศการสอนอ่านภาษาอังกฤษ อย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู

Main Article Content

อังชรินทร์ ทองปาน

บทคัดย่อ

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการนิเทศสอนอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และ 2) เพื่อตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบฯ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยมีกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ครูพี่เลี้ยง 2 คน นักศึกษา 2 คน และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาที่ 6 โรงเรียนหนองพอกวิทยาลัย 60 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  เครื่องมือ ได้แก่ แบบวิเคราะห์เนื้อหา แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสังเกต แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบบันทึกการจัดการเรียนรู้แบบพรรณนาความ แบบประเมิน และการสนทนากลุ่ม  สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และค่าทดสอบที (t-test) แบบ Dependent


            ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการนิเทศที่เรียกว่า “NIPIE Model” ประกอบด้วย 5 ขั้น คือ 1.1) ขั้นศึกษาความต้องการจำเป็น 1.2) ขั้นศึกษาให้ความรู้ก่อนการนิเทศ 1.3) ขั้นวางแผนการนิเทศ 1.4) ขั้นดำเนินการนิเทศ และ 1.5) ขั้นประเมินผล/ติดตามผล ซึ่งรูปแบบได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ 5 คนอยู่ในระดับดีมาก และ 2) ผลจากการตรวจสอบประสิทธิผลของรูปแบบโดยการนําไปใช้ในโรงเรียน พบว่า 2.1) ครูพี่เลี้ยงมีสมรรถภาพการนิเทศการสอนอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณหลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ 2.2) นักศึกษามีสมรรถภาพการจัดการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณหลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ 2.3) ความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  2.4) กลวิธีการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนที่นักเรียนใช้มากที่สุด คือ การตั้งคำถาม การระบุข้อเท็จจริง/ข้อคิดเห็น และการอนุมาน และ 2.5) ครูพี่เลี้ยงมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศอยู่ในระดับมาก 2.6) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศอยู่ในระดับมาก และ 2.7) นักเรียนมีความเห็นด้วยกับการจัดการเรียนการสอนอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด




Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

บท
บทความวิจัย

References

References
Abdullah, K. (1998). Critical reading skills: Some notes for teachers. REACT (Research Report) Singapore: National Institute of Education.
Almasi, J. F. ( 2003) . Teaching Strategies Processes in Reading (f. b. M. Pressley Ed.). New York: The Guilford Press.
Dewey, J. (1934). Art as experience. Later Works, 1935–1953. Vol. 10. Carbondale: Southern Illinois University Press.
Glickman, D., Stephen P., & Gordon Jovita M. (2010). Supervision and Instruction Leadership: A Developmental Approach. (8thed. ).Boston,MA : Allyn and Bacon.
Kruse, K. (2008). Introduction to Instructional Design and the ADDIE Model. Retrieved October15,2020. From http://www.transformativedesigns.com/id_systems. html.
Laowreandee, W. (2011). The supervision (9th ed.). Nakhon Pathom : Silpakorn University.
Nonhuaro, M. (2014). The development of an empowerment evaluation model for enhancing the educational assessment competency of in-service teachers in Prachinburi primary educational service area office2: (Doctoral dissertation). Srinakharinwirot University. Bangkok.
Panich, V. (2013). The teacher to student, build the flipped classroom. (3th ed.) Bangkok: The Siam Commercial Foundation.
Teacher Profession Experience Training. (2015). Internship 1 and Internship Handbook. Faculty of Education: Roi Et Rajabhat University.
Robinson, S.G. (2000). Teacher Job Satisfaction and Levels of Clinical Supervision in Elementary School. (Doctoral Dissertation). University of Southern Mississippi.
Rumelhart, D.E. (1981). Schemata: The Building Blocks of Cognition, Comprehension and Teaching Research Review. New York: International Reading Association.
Skehan, P. (1996). A framework for the implementation of task-based instruction. Applied Linguistics, 17(1), 38-62.
Sinlarat, P. (2015). Philosophy of Creative Education and Productivity. Bangkok: Chulalongkorn University Printing House.