ปัจจัยคุณลักษณะองค์กร ปัจจัยการบริหาร การบริหารจัดการแพทย์แผนไทย และการพัฒนาแพทย์แผนไทย ที่มีผลต่อสมรรถนะของแพทย์แผนไทยในคลินิกเอกชน
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยคุณลักษณะองค์กร ปัจจัยการบริหาร การบริหารจัดการแพทย์แผนไทย การพัฒนาแพทย์แผนไทย และสมรรถนะของแพทย์แผนไทยในคลินิกเอกชน และ
2) ศึกษาคุณลักษณะองค์กร ปัจจัยการบริหาร การบริหารจัดการแพทย์แผนไทย การพัฒนาแพทย์แผนไทยที่มีผลต่อสมรรถนะของแพทย์แผนไทยในคลินิกเอกชน กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย คลินิกการแพทย์แผนไทยและคลินิกการแพทย์แผนไทยประยุกต์ จำนวน 240 แห่ง ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.97 และมีค่าความเชื่อมั่นตามวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.972 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของแพทย์แผนไทยในภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จำแนกตามจำนวนปีที่คลินิกเปิดให้บริการและจำนวนแพทย์แผนไทยในคลินิก นอกจากนี้ ปัจจัยการบริหาร การบริหารจัดการแพทย์แผนไทย และการพัฒนาแพทย์แผนไทย สามารถร่วมกันพยากรณ์สมรรถนะของแพทย์แผนไทยในคลินิกเอกชนได้ร้อยละ 78.3 (R2 = .783) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยปัจจัยที่มีอิทธิพล ประกอบด้วย การวางแผน กำลังคนและการสรรหา การประเมินผลการพัฒนา กระบวนการดำเนินงาน การพัฒนาอาชีพ คุณธรรมจริยธรรมการจัดการความขัดแย้ง การฝึกอบรม การสร้างแรงจูงใจ บุคลากร และการบริหารค่าตอบแทนและผลการปฏิบัติงาน ซึ่งผลการศึกษานี้สะท้อนถึงแนวทางในการพัฒนาคุณภาพบุคลากรแพทย์แผนไทยในคลินิกเอกชนต่อไป
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. (2568). สถิติสถานพยาบาล 68. กรุงเทพมหานคร: กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข.
กานต์พิชชา แข่งขัน และคณะ. (2566). การศึกษาเชิงวิเคราะห์เอกสารต้นฉบับตำรายาแพทย์แผนไทย วัดพรหมพิราม ตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก. วารสารภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย, 9(1), 72-104.
กิติกร วิชัยเรืองธรรม และคณะ. (2564). การบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรสุขภาพในยุคศตวรรษที่ 21. หัวหินเวชสาร, 6(2), 26-38.
จันจิรา เพ็งปาน และคณะ. (2563). สมรรถนะของแพทย์แผนไทยในระบบบริการสุขภาพสถานบริการสาธารณสุขของรัฐพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น, 17(2), 420-429.
จุฬาลักษณ์ สุขสบาย. (2567). การเสริมสมรรถนะพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพด้วยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21: กรณีศึกษา ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. พยาบาลสาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 51(2), 288-301.
ชนัญญา มาพุทธ และคณะ. (2566). กลยุทธ์การพัฒนาองค์การของสถานประกอบการการแพทย์แผนไทย. วารสารวิชาการสถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ, 9(1), 223-236.
ธัญญานันท์ ศรีธรรมนิตย์ และพีรเศรษฐ์ ชมภูมิ่ง. (2561). การบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิผลของเครือโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ในเขตกรุงเทพมหานครและในจังหวัดเชียงใหม่. วารสารโรงพยาบาลสกลนคร, 21(3), 118-128.
นวัสนันท์ วงศ์ประสิทธิ์. (2556). รูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย. วารสารบริหารศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 2(3), 22-37.
พงศกร อินทร์เอี่ยม และคณะ. (2566). คุณลักษณะส่วนบุคคลและสุนทรียทักษะภาวะ ผู้นำที่มีผลต่อการปฏิบัติงานตามมาตรฐานงานบริการการแพทย์แผนไทยของแพทย์แผนไทยใน โรงพยาบาลชุมชน เขตสุขภาพที่ 7. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 16(2), 97-114.
พงษ์ศักดิ์ อวัยวานนท์ และวรนารถ ดวงอุดม. (2566). บทบาทของแพทย์แผนไทยในระบบสาธารณสุขไทย. วารสารนวัตกรรมสังคม, 7(2), 48-72.
พรรณภา สวนรัตนชัย และคณะ. (2563). แรงจูงใจในการทำงานของพนักงานผู้ให้บริการธุรกิจการแพทย์แผนไทย: กรณีพนักงานผู้ให้บริการในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย. วารสารการวิจัยกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, 14(1), 89-98.
ภานุพงศ์ ภู่ตระกูล. (2562). การยอมรับและการใช้การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกของแพทย์เฉพาะทางในประเทศไทย. ใน วิทยานิพนธ์หลักสูตรวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัยและการจัดการด้านสุขภาพ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
รัฐบาลไทย. (2568). รมว.สาธารณสุข หนุนแพทย์ใช้ ยาสมุนไพร ตั้ ตั้งเป้าเพิ่มการใม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ในปี 2569 หวังลดนำเข้ายาต่างประเทศ. เรียกใช้เมื่อ 23 สิงหาคม 2569 จาก https://today.line.me/th/v3/ article/vX9kj7m
วินัย สยอวรรณ และคณะ. (2561). ความต้องการในการพัฒนาของบุคลากรแพทย์แผนไทยในสถานบริการของรัฐ. วารสารการพยาบาลและการศึกษา, 11(1), 98-109.
ศศิพรรณ ลายจันทึก และสุวรรณา เตชะธีระปรีดา. (2565). ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารทรัพยากรมนุษย์กับสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านคลินิกของโรงพยาบาล ป.แพทย์ จังหวัดนครราชสีมา. วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 12(3), 241-256.
ศิรภัสสร มูลสาร และคณะ. (2564). ปัจจัยการบริหารและกระบวนการบริหารที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของแพทย์แผนไทย ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เขตสุขภาพที่ 10. วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน, 7(1), 74-86.
สมฤดี ธรรมสุรัติ และคณะ. (2566). แนวทางการพัฒนาสมรรถนะของนักกายภาพบำบัดในผู้สูงอายุ. วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม, 7(11), 136-147.
Best, J. W. (1981). Research in Education. Englewood: Prentice-Hall.
Global Wellness Institute. (2023). The Global Wellness Economy: Looking Beyond COVID. Retrieved August 23, 2026, from https://shorturl.asia/11vtam
Hair, J. F. et al. (2010). Multivariate data analysis. (7th ed.). New York: Pearson Prentice-Hall.
Jothi, P. M. & Sangeeta, S. (2025). Human Resource Development Practices and Employee Performance in Private Hospitals: Evidence from Emerging Healthcare Systems. Nusantara Journal of Behavioral and Social Science, 4(4), 185-194. https://doi.org/10.47679/njbss.20259644
McClelland, D. C. (1973). Testing for competence rather than for “intelligence”. American Psychologist, 28(1), 1-14.
Pomaranik, W. & Kludacz-Alessandri, M. (2024). Talent management practices-empirical evidence from Polish healthcare entities. Scientific Papers of Silesian University of Technology Organization and Management Series, 24(1), 1667.
https://doi.org/10.29119/1641-3466.2023.169.36
Salika. (2025). Mega Trends ระดับโลก ปี 2025 - 2030 ที่ SME ต้องรู้ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้โตได้ในทุกมิติ. Retrieved August 23, 2026, from http://salika.co/2025/03/22/mega-trends-2025-2030-for-sme-mckinsey-global-institute/
World Health Organization. (2019). WHO global report on traditional and complementary medicine 2019. Retrieved August 23, 2026, from https://www.who.int/publications/i/item/978924151536