การศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบองค์การแห่งการเรียนรู้เพื่อความเป็นเลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและสังเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบองค์การแห่งการเรียนรู้เพื่อความเป็นเลิศของสถานศึกษา 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นขององค์ประกอบ และ 3) วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและตรวจสอบคุณภาพขององค์ประกอบ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ประชากร ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูหัวหน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูหัวหน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการ จำนวน 220 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วน และผู้เชี่ยวชาญสำหรับการสัมภาษณ์และตรวจสอบองค์ประกอบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบสอบถาม และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบและยืนยันองค์ประกอบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis: EFA) ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบความเป็นเลิศของสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ 20 ตัวชี้วัด และองค์ประกอบของรูปแบบองค์การแห่งการเรียนรู้ ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ 25 ตัวชี้วัด โดยความต้องการจำเป็นสูงสุดของความเป็นเลิศของสถานศึกษา คือ ด้านคุณภาพนักเรียนและผลลัพธ์ ส่วนองค์การแห่งการเรียนรู้ คือ ด้านวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ พบว่า องค์ประกอบความเป็นเลิศของสถานศึกษามีค่า KMO = .849 และองค์ประกอบขององค์การแห่งการเรียนรู้มีค่า KMO = .820 แสดงว่าข้อมูลมีความเหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบ และสามารถอธิบายโครงสร้างของตัวแปร
ได้อย่างเหมาะสม ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าองค์ประกอบที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสม ความถูกต้อง ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
ทศม วรประวัติ. (2565). รูปแบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนเพื่อส่งเสริมความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้. ใน วิทยานิพนธ์ การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา. มหาวิทยาลัยนเรศวร.
พุทธิภา เหล็กคงสันเทียะ. (2562). รูปแบบการบริหารสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31. ใน ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา. มหาวิทยาลัยบูรพา.
วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล. (2562). การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC). กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ผู้นำนวัตกรรมหลักสูตรและการเรียนรู้.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3. (2567). รายงานผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567. สุราษฎร์ธานี: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579. กรุงเทพมหานคร: พริกหวานกราฟฟิค.
Cronbach, L. J. (1951). Coefficient alpha and the internal structure of tests. Psychometrika, 16(3), 297-334.
Fullan, M. (2025). The new meaning of educational change. (6th ed.). New York: Teachers College Press.
Hair, J. F. et al. (2019). Multivariate data analysis. (8th ed.). Andover, Hampshire: Cengage Learning.
Heck, R. H. & Hallinger, P. (2010). Testing a longitudinal model of distributed leadership effects on school improvement. The Leadership Quarterly, 21(5), 867-885.
Marsick, V. J. & Watkins, K. E. (2003). Demonstrating the value of an organization's learning culture: The dimensions of the learning organization questionnaire. Advances in Developing Human Resources, 5(2), 132-151.
OECD. (2023). PISA 2022 results: The state of learning and equity in education. Paris: OECD Publishing.
Senge, P. M. (2006). The fifth discipline: The art and practice of the learning organization. (2nd ed.). New York: Doubleday.
Serrat, O. (2017). Knowledge solutions: Tools, methods, and approaches to drive organizational performance. Singapore: Springer.
Stufflebeam, D. L. & Coryn, C. L. S. (2014). Evaluation theory, models, and applications. (2nd ed.). San Francisco, CA: Jossey-Bass.