องค์ประกอบและรูปแบบระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงสมรรถนะอาชีพ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษาโดยใช้เทคนิคเดลฟาย
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์และยืนยันองค์ประกอบของระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงสมรรถนะอาชีพสำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา จากฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญโดยใช้เทคนิคเดลฟาย และ 2) พัฒนารูปแบบระบบนิเวศการเรียนรู้ในการเสริมสร้างสมรรถนะอาชีพสำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทการจัดการอาชีวศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยประยุกต์ใช้เทคนิคเดลฟาย จำนวน 3 รอบ ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการอาชีวศึกษา จำนวน 6 คน และผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการเรียนการสอน จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามปลายเปิด และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ โดยกำหนดเกณฑ์ฉันทามติจากค่ามัธยฐานตั้งแต่ 4.50 ขึ้นไป และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ไม่เกิน 1.00 ผลการวิจัยพบว่า ระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงสมรรถนะอาชีพสำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา ประกอบด้วย ปัจจัยหรือเงื่อนไขที่เอื้อต่อความสำเร็จ 3 ด้าน ได้แก่ ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ ระเบียบข้อบังคับ และงบประมาณต่อเนื่อง และองค์ประกอบหลัก 9 ด้าน ได้แก่ ผู้เรียน ครูและผู้สอน หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ สถานประกอบการและความร่วมมือ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้การประเมินผล ระบบสนับสนุนผู้เรียน การบริหาร นโยบายและโครงสร้าง และสมรรถนะ ทักษะอาชีพและผลลัพธ์การเรียนรู้ เมื่อสังเคราะห์ผลฉันทามติเชิงระบบ ได้รูปแบบ ที่ประกอบด้วย 5 ระบบย่อย ได้แก่ ระบบปัจจัยนำเข้า ระบบกระบวนการ ระบบการสนับสนุน ระบบผลลัพธ์ และการสะท้อนกลับเพื่อพัฒนา รูปแบบดังกล่าวเป็นกรอบเชิงระบบสำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษาในการออกแบบการเรียนรู้ฐานสมรรถนะที่เชื่อมโยงผู้เรียน ครู หลักสูตร สถานประกอบการ เทคโนโลยี ระบบสนับสนุน และการประเมินผลกับบริบทงานจริง
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. (2566). แนวทางการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะในสถานศึกษาอาชีวศึกษา. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา.
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. (2567). ประเด็นการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา.
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2561). ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 - 2580. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.
Biggs, J. & Tang, C. (2011). Teaching for quality learning at university: What the student does. (4th ed.). Maidenhead, England: Open University Press.
Bronfenbrenner, U. (1979). The ecology of human development: Experiments by nature and design. Cambridge, MA: Harvard University Press.
Cedefop. (2015). Work-based learning in continuing vocational education and training: Policies and practices in Europe. Luxembourg: Publications Office of the European Union.
Fullan, M. (2007). The new meaning of educational change. (4th ed.). New York: Teachers College Press.
Leithwood, K. & Jantzi, D. (2005). A review of transformational school leadership research 1996 - 2005. Leadership and Policy in Schools, 4(3), 177-199.
Macmillan, T. T. (1971). The Delphi technique. Paper presented at the Annual Meeting of the California Junior Colleges Associations Committee on Research and Development, Monterey. California: ERIC Document Reproduction Service No.ED064302.
Meadows, D. H. (2008). Thinking in Systems: A Primer. White River Junction, VT: Chelsea Green Publishing.
OECD. (2021a). OECD skills outlook 2021: Learning for life. Paris: OECD Publishing.
OECD. (2021b). Teachers and leaders in vocational education and training. Paris, France: OECD Publishing.
Spady, W. G. (1994). Outcome-based education: Critical issues and answers. Arlington, VA: American Association of School Administrators.
UNESCO. (2022). Transforming technical and vocational education and training for successful and just transitions: UNESCO strategy 2022-2029. Paris, France: UNESCO.
Wiggins, G. (1990). The case for authentic assessment. Practical Assessment, Research, and Evaluation, 2(1), 2. https://doi.org/10.7275/ffb1-mm19
World Economic Forum. (2020). The future of jobs report 2020. Geneva: World Economic Forum.