การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้หัตถศิลป์สร้างสรรค์ฐานภูมิปัญญาบ้านมะยิง และปัจจัยที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาครูผ่านกระบวนการโค้ชชิ่ง

Main Article Content

ฉัตรชัย แก้วดี
วิลาวัณย์ ภูมี

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์องค์ความรู้ภูมิปัญญาเครื่องปั้นดินเผาบ้านมะยิงร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้หัตถศิลป์สร้างสรรค์ที่บูรณาการกระบวนการโค้ชชิ่งสำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่มีต่อสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและทักษะการออกแบบนวัตกรรมหัตถศิลป์ของนักศึกษาสาขาวิชาอุตสาหกรรมศิลป์ และ 3) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์และการเปลี่ยนแปลงบทบาทจากผู้สอนสู่การเป็นโค้ชของนักศึกษา กลุ่มเป้าหมายเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาอุตสาหกรรมศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ที่ลงทะเบียนเรียนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 17 คน ดำเนินการทดลอง 12 ชั่วโมง เครื่องมือวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ คู่มือการโค้ชชิ่ง และแบบประเมินนวัตกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test ค่าขนาดอิทธิพล (Cohen’s equation) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ (Efficiency: E1/E2) เท่ากับ 86.40/88.15 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2) หลังการทดลอง นักศึกษามีคะแนนสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและความคิดสร้างสรรค์สูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 โดยมีค่าขนาดอิทธิพลในระดับสูงมาก (equation = 2.15) และ 3) ผลวิเคราะห์ปัจจัยพยากรณ์ พบว่า “ทักษะการโค้ชชิ่งเชิงรุก” (X1) และ “การตระหนักรู้คุณค่าภูมิปัญญา” (X2) เป็นตัวแปรพยากรณ์ที่ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความคิดสร้างสรรค์ (Y) ได้ร้อยละ 72.50 (R2 = .725) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
มีสมการพยากรณ์รูปคะแนนมาตรฐาน คือ ZY = .542 (ZX1) + .418 (ZX2) บ่งชี้ว่าการโค้ชชิ่งเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่นวัตกรรมการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
แก้วดี ฉ., & ภูมี ว. (2026). การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้หัตถศิลป์สร้างสรรค์ฐานภูมิปัญญาบ้านมะยิง และปัจจัยที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาครูผ่านกระบวนการโค้ชชิ่ง. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 13(7), 240–251. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMND/article/view/301612
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2562). การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking). กรุงเทพมหานคร: ซัคเซส มีเดีย.

ทิพอนงค์ กุลเกตุ. (2566). การพัฒนารูปแบบการโค้ชร่วมกับการให้ข้อมูลย้อนกลับทางบวกที่เสริมสร้างสมรรถนะทางการประเมินของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู. วารสารพัฒนศิลป์วิชาการ, 7(2), 68-86.

ประสิทธิ์ ตึกขาว. (2564). การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการใช้ทุนทางวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา. ใน ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

พระมหาญาณภัทร อติพโล และคณะ. (2564). กระบวนการคิดเชิงออกแบบวิถีพุทธ: เครื่องมือในการออกจากความเครียดในยุค New Normal ของกลุ่มคนวัยทำงาน. วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม, 8(2), 197-210.

วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล. (2562). การพัฒนาทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรม. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ผู้นำนวัตกรรมหลักสูตรและการเรียนรู้.

วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล. (2567). การโค้ชเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: บริษัท จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์ จำกัด.

สมใจ มะหมีน และฉัตรชัย แก้วดี. (2566). การพัฒนาผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านจากกระจูด: กรณีศึกษาชุมชนตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารวิชาการนวัตกรรมเทคโนโลยีอุตสาหกรรม, 1(3), 43-56.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579. กรุงเทพมหานคร: บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.

สุริภา เตียงนิล. (2565). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูเพื่อส่งเสริมทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนสมเด็จพระปิยมหาราชรมณียเขต จังหวัดกาญจนบุรี. ใน รายงานการวิจัย. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา.

Hasanah, H. et al. (2025). Validation of FLIK-5 Innovative Teaching Materials Based on Local Wisdom to Encourage Creativity of Elementary School Students. Journal of Innovation and Research in Primary Education, 4(4), 2587-2595.

Yaqin, F. & Owusu Sarfo, J. (2023). Factors Associated with Creativity among STEM Learners: A Structural Equation Modeling Approach. European Journal of Contemporary Education, 12(3), 1014-1030.