ผลของรูปแบบการเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถของตนเอง ตามทฤษฎีปัญญาสังคมที่มีต่อการรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะบาสเกตบอลของนักศึกษามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ

Main Article Content

วรินทร สืบบุก
ปรียาภรณ์ กุลศิริรัตน์
พิชญาวีร์ ภาณุรัชต์นนท์

บทคัดย่อ

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการรับรู้ความสามารถของตนเองและทักษะบาสเกตบอลของนักศึกษามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการฝึก และ
2) เปรียบเทียบการรับรู้ความสามารถของตนเองและทักษะบาสเกตบอลของนักศึกษามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการฝึก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตอ่างทอง ชั้นปีที่ 2 ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2568 จำนวน 2 ห้องเรียน รวม 50 คน ได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 25 คน และกลุ่มควบคุม 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถของตนเองผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ (IOC = 0.8 - 1) คุณภาพในด้านความถูกต้องและเหมาะสม ค่ามัธยฐาน (Md = 5.00) ค่าพิสัยควอไทล์ (IQR = 0.00 - 1.00) และเครื่องมือวัดผล ได้แก่ แบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบวัดทักษะกีฬาบาสเกตบอล มีค่า (IOC) เท่ากับ 0.8 - 1 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบด้วยสถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง นักศึกษากลุ่มทดลองมีระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองโดยรวมและรายด้าน การดูตัวแบบ การตั้งเป้าหมาย การพูดกับตนเองในทางบวก และการจินตภาพความสำเร็จ สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (equation = 4.47, S.D. = .30) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองและทักษะกีฬาบาสเกตบอล การเลี้ยงบอล การส่งบอล การยิงประตู และการป้องกัน สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่ก่อนการทดลองทั้งสองกลุ่มมีคะแนนไม่แตกต่างกัน

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
สืบบุก ว., กุลศิริรัตน์ ป., & ภาณุรัชต์นนท์ พ. (2026). ผลของรูปแบบการเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถของตนเอง ตามทฤษฎีปัญญาสังคมที่มีต่อการรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะบาสเกตบอลของนักศึกษามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 13(8), 246–255. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMND/article/view/301580
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

วรศักดิ์ เพียรชอบ. (2561). ปรัชญาและหลักการพลศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุภาพร พงษ์มณี และคณะ. (2567). การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาปริญญาตรีตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง. วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม, 8(5). 154-165.

Bandura, A. (1977A). Self-efficacy: Toward a unifying theory of behavioral change. Psychological Review, 84(2), 191-215. https://doi.org/10.1037/0033-295X.84.2.191

Bandura, A. (1997B). Self-efficacy: The exercise of control. New York: W. H. Freeman.

Fong, C. J. & Kim, Y. (2021). A meta-analysis on critical thinking and self-efficacy. Journal of Educational Psychology, 113(3), 512-530.

Gordon, D. et al. (2023). Teacher self-efficacy and reform: a systematic literature review. The Australian Educational Researcher, 50, 801-821. https://doi.org/10.1007/s13384-022-00526-3

Huang, L. (2021). Developing teacher self-efficacy through social cognitive theory-based interventions. Educational Review, 73(2), 154-172.

Hwang, M. H. et al. (2026). The Relationship Between Self-Efficacy and Academic Achievement: A 5-Year Panel Analysis. The Asia-Pacific Education Researcher, 25, 89-98. https://doi.org/10.1007/s40299-015-0236-3

Usher, E. L. & Schunk, D. H. (2018). Social cognitive theoretical perspective of self-regulation. In D. H. Schunk & J. A. Greene (Eds.), Handbook of self-regulation of learning and performance (pp. 19-35). New York: Routledge. https://doi.org/10.4324/9781315697048-2

Zee, M. & Koomen, H. M. (2023). Teacher self-efficacy and its effects on classroom climate. Learning and Instruction, 85, 101745. https://doi.org/10.1016/j.learninstruc.2023.101745

Zimmerman, B. J. (2000). Attaining self-regulation: A social cognitive commentary. In M. Boekaerts, P. R. Pintrich, & M. Zeidner (Eds.), Handbook of self-regulation (pp. 13-39). New York: Academic Press. https://doi.org/10.1016/B978-012109890-2/50031-7