การประเมินความต้องการจำเป็นในการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะ นวัตกรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะนวัตกรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสานวิธี โดยมีกลุ่มตัวอย่างการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 375 คน เป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 25 คน และครูฝ่ายวิชาการ จำนวน 350 คน ผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้การเปิดตารางเครซี่และมอร์แกน มีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้เป็นแบบสอบถามที่เกี่ยวข้องกับความต้องการจำเป็น
ในการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะนวัตกรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร และมีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และมีความต้องการจำเป็นในการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะ นวัตกรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยการบริหารสถานศึกษามีสภาพปัจจุบัน
อยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.22, S.D. = 0.83) ซึ่งในขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (
= 4.51, S.D. = 0.59) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นในภาพรวม (PNI Modified = 0.411) เมื่อได้พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด ได้แก่ องค์ประกอบที่ 5 ด้านผลผลิต (PNI Modified = 0.437) รองลงมา คือ ด้านกระบวนการ (PNI Modified = 0.415) องค์ประกอบที่ 3 ด้านปัจจัยนำเข้าในการส่งเสริมสมรรถนะนวัตกร (PNI Modified = 0.413) องค์ประกอบที่ 2 หลักการ (PNI Modified = 0.406) และด้านวัตถุประสงค์ มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด (PNI Modified = 0.385)
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
ชูชาติ พ่วงสมจิตร์. (2565). แนวทางการพัฒนาความสามารถด้านดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว. วารสาร มจร อุบล ปริทรรศน์, 10(1), 991-1004.
เบญจรัตน์ เปรมปรีสุข และอุบลวรรณ ส่งเสริม. (2568). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและความเป็นนวัตกรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์, 8(4), 1-13.
วนัชพร บริสุทธิ์ และคณะ. (2569). ระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการเป็นนวัตกรของผู้เรียนระดับประถมศึกษา. วารสารครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, 5(1), e3179.
ศิริชัย กาญจน วาสี. (2564). การพัฒนาแบบวัดความฉลาดรู้การเงินสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น. วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา, 40(107), 40-51.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2566). ผลการประเมิน PISA 2022 การอ่านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์: บทสรุปสำหรับผู้บริหาร. กรุงเทพมหานคร: ผู้แต่ง.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2564). แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
สุวิมล ว่องวาณิช. (2563). การวิจัยอิงการออกแบบทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Fullan, M. (2007). Change theory as a force for school improvement. In Intelligent leadership: Constructs for thinking education leaders. Dordrecht: Springer Netherlands.
Fullan, M. (2007). The New Meaning of Educational Change. (4th ed.). New York: Teachers College Press.
Kenneth, L. K. & Jantzi, D. (2006). Transformational school leadership for large-scale reform. School Effectiveness and School Improvement, 17(2), 201-227.
Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(1970), 607-610. https://doi.org/10.1177/001316447003000308
Peter Senge, P. M. (2006). The fifth discipline: The art and practice of the learning organization. New York: Doubleday.
Wagner, T. (2012). Creating innovators: The making of young people who will change the world. New York: Scribner.
World Economic Forum. (2020). The future of jobs report 2020. Geneva: World Economic Forum.