การตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีเกี่ยวกับยาเสพติดในประเทศไทย: การศึกษาเปรียบเทียบแนวปฏิบัติด้านการสืบสวนสอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์อ้างอิงตามมาตรฐานสากล
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวปฏิบัติการตรวจสถานที่เกิดเหตุในคดียาเสพติดของฝ่ายสืบสวนและฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ช่องว่างกระบวนการปฏิบัติงานในคดียาเสพติดของประเทศไทยอ้างอิงตามมาตรฐานสากล และ 3) เสนอแนวทางการบูรณาการด้านการตรวจสถานที่เกิดเหตุและการตรวจเก็บหลักฐานในคดียาเสพติดของประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิจัยเอกสาร ข้อกฎหมายและข้อกำหนดมาตรฐานด้านการตรวจสถานที่เกิดเหตุในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ปฏิบัติงานในการสืบสวน การสอบสวน และนิติวิทยาศาสตร์ รวม 30 คน ผลการวิจัย พบว่า 1) ฝ่ายสืบสวนและฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์มีการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันตามแนวทางของหน่วยตรวจ ฝ่ายสืบสวนให้ความสำคัญกับการขยายผล ขณะที่ฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์เน้นความถูกต้องของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2) ช่องว่างของกระบวนการปฏิบัติงาน พบว่า การควบคุมสถานที่เกิดเหตุมีความหลากหลาย การตรวจค้นและเก็บหลักฐานยังมีข้อแตกต่าง การจัดทำบันทึกเอกสารเป็นคนละรูปแบบ ห่วงโซ่การครอบครองพยานหลักฐานยังมีช่องว่าง การประสานงานระหว่างหน่วยงานขาดระบบ ปฏิบัติการร่วมทางการ การใช้ข้อมูลเชิงข่าวกรองจากพยานหลักฐานขาดแนวปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกลาง 3) การบูรณาการด้านการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดียาเสพติดในประเทศไทย ควรสร้างกลไกการทำงานระหว่างหน่วยงานโดยวิธีการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐานกลาง การจัดระบบบัญชาการร่วม การฝึกอบรมร่วมระหว่างฝ่ายสืบสวนและนิติวิทยาศาสตร์ การใช้ระบบดิจิทัลสำหรับติดตามพยานหลักฐาน และพัฒนาฐานข้อมูลยาเสพติดระดับชาติที่เชื่อมโยงหน่วยงานในกระบวนการ เพื่อประสิทธิภาพในการตรวจสถานที่เกิดเหตุและสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมสำหรับคดียาเสพติดในประเทศไทย
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
ชัยชาญ ไชยรังสินันท์. (2559). การรับรองระบบมาตรฐานสากลกับงานด้านนิติวิทยาศาสตร์. วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์, 2(1), 60-71.
ธิติ มหาเจริญ และคณะ. (2569). การพัฒนากระบวนการจัดการและวิเคราะห์วัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ ในคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 13(3), 244-254.
พร้อมพงษ์ สนิทกลาง. (2569). แนวทางการสืบสวนปราบปรามเครือข่ายการค้ายาเสพติดบนสื่อสังคมออนไลน์. วารสารสันติสุขปริทรรศน์, 7(1), 99-115.
พิจักษณ์ เกตุใหม่ และพงษ์พิษณุ ภักดีณรงค์. (2565). บทบาทของนิติวิทยาศาสตร์ในการสืบสวนคดียาเสพติดประเภทยาบ้า ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา. วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต, 18(3), 211-226.
วราภรณ์ พรหมวิกร และคณะ. (2562). ความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์: ปัญหา สาเหตุ และแนวทางการพัฒนาสำหรับประเทศไทย. วารสารเทคโนโลยีภาคใต้, 12(2), 168-180.
วุฒิกรเดช สามงามยา. (2566). ปัญหาของการดำเนินคดียาเสพติดในเขตอำนาจตำรวจภูธรภาค 3. วารสารวิชาการรัตนบุศย์, 5(1), 621-634.
Esseiva, P. et al. (2007). Forensic drug intelligence: an important tool in law enforcement. Forensic science international, 167(2-3), 247-254.
Fazey, C. (2007). International policy on illicit drug trafficking: The formal and informal mechanisms. Journal of Drug Issues, 37(4), 755-779.
Frank, R. S. et al. (1991). Representative sampling of drug seizures in multiple containers. Journal of Forensic Sciences, 36(2), 350-357.
Naayif, A. (2023). A conceptual model to analyze the effectiveness of international cooperation between organizations in combating illicit drug trafficking across borders. Humanities and Social Sciences, 30(3), 49-59.
National Institute of Justice. (2000). Crime scene investigation: A guide for law enforcement. U.S.: Department of Justice.
Ribaux, O. et al. (2006). The contribution of forensic science to crime analysis and investigation: forensic intelligence. Forensic science international, 156(2-3), 171-181.
United Nations Office on Drugs and Crime. (2009). Crime scene and physical evidence awareness for non-forensic personnel. New York: United Nations.
United Nations Office on Drugs and Crime. (2010). POLICING Forensic services and infrastructure CRIMINAL JUSTICE ASSESSMENT TOOLKIT. New York: United Nations.
Wüllenweber, S. & Giles, S. (2021). The effectiveness of forensic evidence in the investigation of volume crime scenes. Science & Justice, 61(5), 542-554.