การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการดูแลภาวะโลหิตจางของหญิงตั้งครรภ์ โรงพยาบาลพนม

Main Article Content

จุทัยรัตน์ วิโรจน์วรรณ

บทคัดย่อ

การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการส่งเสริมการดูแลภาวะโลหิตจางของหญิงตั้งครรภ์ 2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบดังกล่าว และ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อรูปแบบที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการดูแลภาวะโลหิตจางของหญิงตั้งครรภ์ จำนวน 19 คน และหญิงตั้งครรภ์ชาวไทยที่มีภาวะโลหิตจาง จำนวน 40 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) รูปแบบการส่งเสริมการดูแลภาวะโลหิตจางของหญิงตั้งครรภ์ 2) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก 3) แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองจากภาวะโลหิตจาง 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อรูปแบบ และ 5) แบบบันทึกภาวะสุขภาพ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือแล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบที แบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า ระยะที่ 1 หญิงตั้งครรภ์บางส่วนยังขาดความรู้เกี่ยวกับภาวะโลหิตจาง รับประทานยาเสริมธาตุเหล็กไม่ต่อเนื่อง และ มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ระยะที่ 2 ได้พัฒนารูปแบบการส่งเสริมการดูแลภาวะโลหิตจางของหญิงตั้งครรภ์ตามแนวคิดทฤษฎีการบรรลุเป้าหมายของคิง ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การสร้างการรับรู้ การสื่อสาร การแลกเปลี่ยนข้อมูลและการตัดสินใจร่วมกัน การปฏิบัติ และการประเมินผล และระยะที่ 3 ภายหลังการใช้รูปแบบ หญิงตั้งครรภ์มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 8.4 เป็น 11.9 คะแนน คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจาก 25.9 เป็น 29.8 คะแนน ค่าฮีมาโตคริตเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31.5 เป็น 34.1 และค่าฮีโมโกลบินเพิ่มขึ้นจาก 10.4 เป็น 11.6 กรัมต่อเดซิลิตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001)

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
วิโรจน์วรรณ จ. (2026). การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการดูแลภาวะโลหิตจางของหญิงตั้งครรภ์ โรงพยาบาลพนม. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 13(6), 80–91. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMND/article/view/300007
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

ธัญญารัตน์ สิงห์แดง และไพฑูรย์ พรหมเทศ. (2566). ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์ในโรงพยาบาลน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น. วารสารสุขภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษา, 8(2), 101-109.

ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. (2568). แนวทางเวชปฏิบัติเรื่อง การป้องกันและรักษาภาวะโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์. เรียกใช้เมื่อ 1 ธันวาคม 2568 จาก https://shorturl.asia/0kSdl

ลลิตาวดี เตชะกัมพลสารกิจ และคณะ. (2561). วิธีการส่งเสริมการป้องกันภาวะโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์: การทบทวนอย่างเป็นระบบ. Nursing Journal, 45(1), 62-74.

สมศรี ปลิวมา และหทัยรัตน์ บุษยพรรณพงศ์. (2565). การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการดูแลภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร. Singburi Hospital Journal, 31(2), 165-179.

เอกชัย เพียรศรีวัชรา. (2567). สธ. เผย หญิงตั้งครรภ์ฝากท้องเข้าถึงบริการสาธารณสุขมากขึ้น เร่งคัดกรองภาวะโลหิตจาง ค้นหาโรคธาลัสซีเมีย ส่งเสริมเด็กไทยเกิดดีมีคุณภาพ. เรียกใช้เมื่อ 1 ธันวาคม 2568 จาก https://shorturl.asia/qNnO6

Cohen, J. (1988). Statistical Power Analysis for the Behavioral Sciences. (2nd ed.). New York: Routledge.

Dey, K. P. & Hariharan, S. (2006). Integrated approach to healthcare quality management: A case study. The TQM Magazine, 18(6), 583-605.

King, I. M. (1996). The theory of goal attainment in research and practice. Nursing Science Quarterly, 9(2), 61-66.

Kuder, G. F. & Richardson, M. W.(1937). The theory of estimation of test reliability. Psychometrika, 2(3), 151-160.

World Health Organization. (2021). Anaemia in women and children. Retrieved December 28, 2024, from https://shorturl.asia/Ca1dv