รูปแบบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในยุคดิจิทัล กรณีศึกษา: สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในยุคดิจิทัล 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในยุคดิจิทัล และ 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในยุคดิจิทัล เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษา จำนวน 17 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำนวน 136 คน ได้จากการกำหนดขนาดตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น ตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่ามัธยฐาน (Mdn) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (I.R.)
โดยใช้เกณฑ์ฉันทามติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในยุคดิจิทัล ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นด้วยในภาพรวมต่อตัวชี้วัดสมรรถนะทั้ง 4 ด้าน ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 97.00 ในรอบที่ 1 และมีค่ามัธยฐาน (Mdn) เท่ากับ 5.00 ค่าพิสัยระหว่าง ควอไทล์ (I.R.) เท่ากับ 0.00 ในรอบที่ 2 และ 3 ซึ่งแสดงถึงความเป็นฉันทามติสูงสุดในทุกตัวชี้วัด 2) ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในยุคดิจิทัล รูปแบบมีความถูกต้อง และความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ผลการประเมินการใช้รูปแบบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา
ขั้นพื้นฐานในยุคดิจิทัล ด้านความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ โดยภาพรวมมีสมรรถนะอยู่ในระดับมากที่สุด
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
ณัฐกานต์ สุทธิจิตร์ และคณะ. (2567). กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. Journal of Roi Kaensarn Academi, 9(11), 1490-1512.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น.
บุญตรี แก้วอินธิ และไพฑูรย์ พวงยอด. (2565). สภาพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม. วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 13(1), 42-51.
ปุณณิฐฐา มาเชค. (2565). การบริหารองค์กรทางการศึกษาในยุคดิจิทัล. ชลบุรี: ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.
ภานุพงศ์ คำพิมพ์ และคณะ. (2566). แนวทางการพัฒนาสมรรถนะหลักในยุคดิจิทัลตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2. วารสารสังคมศาสตร์บูรณาการ, 3(9), 1-15.
มลฤดี เพ็งสง่า และมัทนา วังถนอมศักดิ์. (2566). การบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ, 24(2), 162-175.
เมธินี ทองสุกใส และคณะ. (2567). แนวคิดการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล. วารสารสหวิทยาการวิจัยและวิชาการ, 4(6), 671-680.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2565). แผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน (พ.ศ. 2566-2570). กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา. (2549). สมรรถนะในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2562). ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.
สุกัญญา แช่มช้อย. (2563). การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุพัตรา นามขาว และคณะ. (2567). กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา. วารสารสมาคมพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษาแห่งประเทศไทย, 6(3), 478-493.
AlAjmi, M. K. (2022). The impact of digital leadership on teachers' technology integration during the COVID-19 pandemic in Kuwait. International Journal of Educational Research, 112, 101928. https://doi.org/10.1016/j.ijer.2022.101928
Cronbach, L. J. (1990). Essential of psychological testing. (5th ed.). London: UCL Press.
Goleman, D. (1995). Emotional intelligence: Why it can matter more than IQ. New York: Bantam Books.
Keeves, P. J. (1988). “Model and Model Building”. Educational Research Methodology and Measurement: An International Handbook. Oxford: Pergamon Press.
Krejcie, R. V. & Morgan D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.
Senge, P. M. (1990). The fifth discipline: The art and practice of the learning organization. New York: Doubleday/Currency.
Sheninger, E. C. (2014). Digital leadership: Changing paradigms for changing times. Thousand Oaks, CA: Corwin Press.