การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมเผชิญการถูกรังแกในโรงเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

Main Article Content

ทิพวรรณ โล่กิตติธรกุล
พิชชาดา ประสิทธิโชค
ชาริน สุวรรณวงศ์

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต และ 2) ศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตที่มีผลต่อพฤติกรรมเผชิญการถูกรังแกในโรงเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมเผชิญการถูกรังแกในโรงเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และระยะที่ 2 การศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมเผชิญการถูกรังแกในโรงเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างมี 2 กลุ่ม คือ ครู 7 คน และนักเรียน 40 คน รวมทั้งสิ้น 47 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบวัดพฤติกรรมเผชิญการถูกรังแกในโรงเรียน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .92 2) แบบประเมินความพึงพอใจโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต และ 3) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบอิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต ประกอบด้วย 3 ลักษณะ คือ กิจกรรมกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เกม และกิจกรรมออนไลน์ที่ส่งเสริมให้มีการสะท้อนคิดและสำรวจตนเอง โดยมีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมของโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.60, S.D. = 0.13) 2) นักเรียนในกลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมเผชิญการถูกรังแกในโรงเรียนสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p < .05) และมีความพึงพอใจภายหลังการทดลองใช้โปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.87, S.D. = 0.33)

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
โล่กิตติธรกุล ท. ., ประสิทธิโชค พ., & สุวรรณวงศ์ ช. . (2026). การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมเผชิญการถูกรังแกในโรงเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 13(2), 112–125. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMND/article/view/296798
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2569). นโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 - 2570. เรียกใช้เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://shorturl.asia/7xoYK

ขวัญใจ ฤทธิ์คำรพ. (2566). ปัญหาสุขภาพจิตในสถานศึกษา. วารสารคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี, 1(1), 75-85.

จันทนา กองกันภัย และคณะ. (2568). ภาวะความเครียดของวัยรุ่นยุคใหม่: ปัญหาที่ต้องดูแลเยียวยา. วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่, 3(4), 793-804.

ณัฏฐพัชร มณีโรจน์ และถนอมศักดิ์ ศรีจันทรา. (2565). ความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับระดับ พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยของนิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่ลงทะเบียนเรียนวิชาการตลาดและการขายในธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ปีการศึกษา 2562. วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น, 8(4), 339-352.

นันทกา สุปรียาพร. (2566). สุขภาพจิตโรงเรียน: แนวทางการส่งเสริมสุขภาพจิตวัยรุ่น. Journal of Education Studies, 51(1), 1-13.

ปวีณา แช่มช้อย และคณะ. (2566). Active Learning เรียนรู้ด้วยหัวใจ สมอง และสองมือ. ปทุมธานี: โครงการบัวหลวงก่อการครู คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ปิยนุช ปลอดเทพ. (2568). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานด้วยเทคโนโลยีด้านการศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อสร้างแรงจูงใจทางการเรียนของนักเรียน. วารสารศาสตร์การศึกษาและการพัฒนามนุษย์, 9(1), 43-55.

มุสลินท์ โตะแปเราะ และคณะ. (2565). ปัจจัยส่วนบุคคลความเครียดและภูมิคุ้มกันตนทางจิตที่มีผลต่อพฤติกรรมรังแกกันของนักเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเทศไทย. Princess of Naradhiwas University Journal, 14(3), 230-251.

ยุพาธร เสือเฒ่า. (2568). ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตและภาวะสุขภาพจิตในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม, 19(3), 1205-1219.

วรลักษณ์ อินทร์เดช และคณะ. (2566). ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตแบบออนไลน์ต่อภาวะซึมเศร้า ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย. วารสารพุทธจิตวิทยา, 8(3), 479-490.

วาสนา ชาชิโย และมานพ ชาชิโย. (2566). การพัฒนาทักษะการรู้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารโดยใช้การเรียนรู้แบบผสมผสาน. วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 20(3), 141-153.

สาลินี ธำรงเลาหะพันธุ์ และคณะ. (2565). การกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์และการรับมืออย่างเหมาะสมในกลุ่มเยาวชน. วารสารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, 1(3), 47-69.

สุธน วงค์แดง. (2565). การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในห้องเรียน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน: โอกาสและความท้าทายของผู้สอนและผู้เรียน ในยุคของการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning). วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 28(2), 1-15.

Amai, K. & Kiyokawa, S. (2025). A message video from a bullying survivor improves middle-school students’ self-perceived prospects and positive attitude towards stress. International Journal of Adolescence & Youth, 30(1), 1-17.

Gopalan, M. et al. (2020). Use of quasi-experimental research designs in education research: Growth, promise, and challenges. Review of Research in Education, 44(1), 218-243.

Johnson, C. L. et al. (2023). Mental health literacy for supporting children: A systematic review of teacher and parent/carer knowledge and recognition of mental health problems in childhood. Clinical Child and Family Psychology Review, 26(2), 569-591.

Jorm, A. F. (2000). Mental health literacy: Public knowledge and beliefs about mental disorders. The British Journal of Psychiatry, 177(5), 396-401.

Osguthorpe, R. T. & Graham, C. R. (2003). Blended Learning Environments. Quarterly Review of Distance Education, 4(3), 227-233.

Parris, L. (2013). The Development and Application of the Coping with Bullying Scale for Children. In Doctor of Philosophy in Counseling and Psychology Services Dissertation. Georgia State University, United States of America: Georgia.

Sulejmani, H. & Pop-Jordanova, N. (2025). When Words Fail: Investigating Alexithymia and Coping Strategies In Adolescent Mental Health. PRILOZI Section of Medical Sciences, 46(3), 15-26.