การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาที่มีนักเรียนความสามารถพิเศษด้านดนตรี สู่ความเป็นเลิศ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช

Main Article Content

นวราช อภัยวงศ์
นพรัตน์ ชัยเรือง
รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาที่มีนักเรียนความสามารถพิเศษด้านดนตรีสู่ความเป็นเลิศ 2) พัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาที่มีนักเรียนความสามารถพิเศษด้านดนตรีสู่ความเป็นเลิศ และ 3) ตรวจสอบรูปแบบการบริหารสถานศึกษาที่มีนักเรียนความสามารถพิเศษด้านดนตรีสู่ความเป็นเลิศ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวม 252 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบสัมมนา และแบบสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยวิธี Priority Needs Index : PNI Modified ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาที่มีนักเรียนความสามารถพิเศษด้านดนตรีสู่ความเป็นเลิศ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราชโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) รูปแบบการบริหารสถานศึกษา มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 2.1) แนวคิดและหลักการรูปแบบ 2.2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 2.3) แนวทางการบริหารสถานศึกษาที่มีนักเรียนความสามารถพิเศษด้านดนตรีสู่ความเป็นเลิศ ประกอบด้วย 2.3.1) นโยบาย 2.3.2) กำหนดเป้าประสงค์ 2.3.3) โครงสร้าง 2.3.4) เครือข่าย และ 2.3.5) รูปแบบการนำ 2.4) แนวทางการนำรูปแบบไปใช้ ประกอบด้วย 2.4.1) ระดับการกำหนดเป้าประสงค์ 2.4.2) กระบวนการกำหนดเป้าประสงค์ 2.4.3) ความสัมพันธ์ระหว่างเป้าประสงค์และการตัดสินใจ 2.4.4) ลักษณะของกระบวนการตัดสินใจ 2.4.5) ลักษณะของโครงสร้าง 2.4.6) ความเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมภายนอก 2.4.7) ลักษณะของภาวะผู้นำ และ 2.4.8) รูปแบบภาวะผู้นำที่เกี่ยวข้อง และ 2.5) เงื่อนไข และ 3) ความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาที่มีนักเรียนความสามารถพิเศษด้านดนตรีสู่ความเป็นเลิศ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
อภัยวงศ์ น. ., ชัยเรือง น. ., & เวหะชาติ ร. (2026). การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาที่มีนักเรียนความสามารถพิเศษด้านดนตรี สู่ความเป็นเลิศ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 13(2), 300–310. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMND/article/view/296479
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กิตติพงษ์ นาคสุวรรณ และคณะ. (2566). รูปแบบการบริหารสถานศึกษาคุณภาพสูงตามแนวคิดการจัดการเชิงระบบ. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 46(3), 85-102.

จิราภรณ์ อินทร์ทอง. (2567). รูปแบบการบริหารโรงเรียนเฉพาะทางด้านศิลปะเพื่อพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศ. วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 21(1), 45-62.

ธนกฤต ศรีทอง และคณะ. (2565). การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในศตวรรษที่ 21. วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, 14(2), 67-83.

ภัทรวรรณ สกุลพราหมณ์. (2564). การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 16(1), 29-44.

วรรณี แกมเกตุ. (2555). การวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ศิริกาญจน์ พรมประโคน. (2564). การบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในยุคดิจิทัล. วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร, 18(2), 13-27.

สมาน อัศวภูมิ. (2561). การบริหารสถานศึกษา: แนวคิด ทฤษฎี และแนวปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ. (2554). รายงานสถานการณ์เด็กและเยาวชนไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักนายกรัฐมนตรี.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2563). รายงานสภาวะการศึกษาไทย ปี 2563: การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

สุรชัย จันทร์แสง และคณะ. (2566). การบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดโรงเรียนคุณภาพของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารวิจัยทางการศึกษา, 21(3), 101-118.

สุวิมล ว่องวาณิช. (2562). การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.