ผลของโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ความรู้ และพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็ก โรคธาลัสซีเมีย ของผู้ปกครอง โรงพยาบาลสุโขทัย
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับความรู้โรคธาลัสซีเมียในผู้ป่วยเด็ก พฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมีย ของผู้ปกครองและการได้รับการดูแลของผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมีย จากผู้ปกครอง โดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเฉพาะเจาะจง เป็นกลุ่มทดลองและควบคุม ผู้ปกครองเด็กโรคธาลัสซีเมีย กลุ่มละ 40 คน และผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมีย กลุ่มละ 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนของผู้ปกครองเด็กโรคธาลัสซีเมีย เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถาม ในผู้ปกครอง ด้านข้อมูลทั่วไป ด้านการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ,ด้านพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมียของผู้ปกครองและการได้รับการดูแลของผู้ป่วยเด็ก โรคธาลัสซีเมียจากผู้ปกครอง ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยหาค่า CVI (Content validity index) เท่ากับ 0.90, 0.88 และ 0.87 ค่าความเที่ยง (Reliability) KR-20 เท่ากับ 0.80 สัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ 0.973, 0.908 และ 0.941 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตน ผู้ปกครองผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมียมีความรู้ มีการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมีย สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) และผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมียได้รับการดูแลโรคธาลัสซีเมียสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ดังนั้น จึงควรส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในผู้ปกครอง เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมียได้อย่างถูกต้องต่อเนื่องที่บ้านส่งผลให้ผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมียมีสุขภาวะที่ปกติดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
โรงพยาบาลสุโขทัย. (2566). สถิติการคัดกรองผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย. สุโขทัย: โรงพยาบาลสุโขทัย.
กิตติ ต่อจรัส และพิมพ์ลักษณ์ เจริญขวัญ. (2563). แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการรักษาภาวะโลหิตจางและธาลัสซีเมีย. กรุงเทพมหานคร: สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย.
จักรพันธ์ เพ็ชรภูมิ. (2561). พฤติกรรมสุขภาพ แนวคิด ทฤษฎี และการประยุกต์ใช้. พิษณุโลก: รัตนสุวรรณการพิมพ์.
ชลาลัย เปียงใจ. (2560). ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ต่อพฤติกรรมการดูแล เด็กโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจของผู้ดูแล. ใน วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลเด็ก. มหาวิทยาลัยบูรพา.
บุญชม ศรีสะอาด. (2553). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 8). กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น์.
ประกริต รัชวัตร์ และนัยนา ภูลม. (2565). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเด็กธาลัสซีเมีย. วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ, 15(1), 334-348.
พชรพรรณ สาริสุต. (2562). คุณภาพชีวิตและความชุกของภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมีย ในศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน. วารสารสาธารณสุขศาสตร์, 49(2), 200-209.
ภัทร์ภร อยู่สุข. (2560). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการของมารดาที่มีบุตรป่วยด้วยโรคธาลัสซีเมีย. ใน วิทยาพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลเด็ก. มหาวิทยาลัยบูรพา.
ภูผา วงรัศมีเดือน. (2563). คุณภาพชีวิตของเด็กธาลัสซีเมียชนิดเบต้าและผู้ดูแลที่มารับบริการที่โรงพยาบาลน้ำโสม. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี, 28(3), 326-335.
วัชราภรณ์ สิมศิริวัฒน์ และคณะ. (2560). ผลการสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อความรู้ การรับรู้ความสามารของตน และพฤติกรรมการส่งเสริมการควบคุมโรคโลหิต.จางธาลัสซีเมียของอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพา, 25(2), 94-104.
สุดารัตน์ ศิรประภานุรัตน์. (2566). อัตราความชุกของภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยธาลัสซีเมีย และผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยในธาลัสซีเมีย คลินิกโรงพยาบาลบางละมุง จังหวัดชลบุรี. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11, 37(1), 71-84.
Bandura, A. (1997). Social learning theory. New Jesey: Prentice-Hall.
Pender, N. J. et al. (2006). Health Promotion in Nursing Practice. (5th ed.). New Jersey: Pearson Education, Inc.