ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมความปลอดภัยของผู้ป่วยต่อการรับรู้ของบุคลากร โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

Main Article Content

บุศราภรณ์ วงศ์ศิรินิล

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวัฒนธรรมความปลอดภัยของผู้ป่วยต่อการรับรู้ของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ทั้งโดยรวมและรายด้าน และเปรียบเทียบความแตกต่างของวัฒนธรรมความปลอดภัยของผู้ป่วยตามการรับรู้ของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี แยกตามหน่วยงานที่ปฏิบัติ และลักษณะงานของบุคลากรในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง คือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ทั้งระดับบริหารและปฏิบัติการ จำนวน 350 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบจัดชั้น ตามสัดส่วนของบุคลากรในกลุ่มงาน ใช้เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม สำรวจวัฒนธรรมความปลอดภัยของผู้ป่วยในโรงพยาบาล ซึ่งนายแพทย์อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล จากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (สรพ.) แปลมาจากแบบสำรวจของ สถาบันวิจัยสุขภาพและคุณภาพของสหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเปรียบเทียบโดยใช้ Indepent t - test ผลการวิจัย พบว่า บุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี มีการรับรู้ต่อวัฒนธรรมความปลอดภัยของผู้ป่วยโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือด้านความปลอดภัยในภาพรวม สำหรับความแตกต่างของวัฒนธรรมความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วยตามการรับรู้ของบุคลากร เมื่อแยกตามหน่วยงานที่ปฏิบัติ และลักษณะงานของบุคลากร พบว่าบุคลากรในหน่วยงานที่แตกต่างกัน โดยบุคลากรที่ปฏิบัติงานที่แผนกผู้ป่วยนอก ปฏิบัติงานอยู่ที่แผนกผู้ป่วยใน และหน่วยงานสนับสนุน รวมทั้งบุคลากรที่มีลักษณะงานแตกต่างกัน โดยบุคลากรที่มีการสัมผัสผู้ป่วยโดยตรงและบุคลากรที่มีการสัมผัสผู้ป่วยโดยอ้อมหรือสัมผัสน้อย มีการรับรู้ต่อวัฒนธรรมความปลอดภัยของผู้ป่วย โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางไม่แตกต่างกัน

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
วงศ์ศิรินิล บ. . (2023). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมความปลอดภัยของผู้ป่วยต่อการรับรู้ของบุคลากร โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 10(6), 335–345. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMND/article/view/270386
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

คนึงนิตย์ มีสวรรค์. (2563). วัฒนธรรมความปลอดภัยผู้ป่วยตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลโคกสำเริง จังหวัดลพบุรี. วารสารโรงพยาบาลสิงห์บุรี, 29(1),107-118.

จุฑารัตน์ ช่วยทวี และณิชกานต์ ทรงไทย. (2560). ปัจจัยที่มีผลต่อวัฒนธรรมความปลอดภัยตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดพิษณุโลก. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ, 11(3),43-61.

ฉวีฉัตร โฉลกคงถาวร และกัญญดา ประจุศิลป. (2562). การศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาลัยของรัฐ. วารสารพยาบาลศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 31(1),61-71.

ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ. (2564). วันแห่งความปลอดภัยของผู้ป่วยโลก (The 3th World Patient safety Day safe maternal and newborn care เรื่อง “Patient and Personnel Safety ในสถานการณ์โควิด-19). เรียกใช้เมื่อ 19 สิงหาคม 2565 จาก http://www.banmuang.co.th>news>bankok

ไพศาล วรคำ. (2559). การวิจัยทางการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 8). มหาสารคาม: ตักสิลาการพิมพ์.

สถาบันพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล (องค์การมหาชน). (2565). มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ฉบับที่ 5.(พิมพ์ครั้งที่ 2). นนทบุรี : ก.การพิมพ์เทียนกวง จำกัด.

สมบูรณ์ สุโฆสิต. (2557). วัฒนธรรมความปลอดภัยของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลตำรวจ. วารสารพยาบาลตํารวจ, 6(1),221-229.

สมพร สันติประสิทธิ์กุล และคณะ. (2562). วัฒนธรรมความปลอดภัยของผู้ป่วยตามการรับรู้ของพยาบาลโรงพยาบาลของรัฐ. วารสารพยาบาลทหารบก, 20(2), 327-338.

อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล. (2551). แบบสำรวจวัฒนธรรมความปลอดภัยในโรงพยาบาล (ออนไลน์). เรียกใช้เมื่อ 4 ธันวาคม 2564 จาก https://www.gotoknow.org/posts/207975

Paranague, T.T., et ai. (2014). Prevalence and factors associated with incidents related to medication in surgical patients. revista da Escola de Enfermagemda USP, 48(1), 41-8.

Rizalar, S. & Topcu,S.Y. (2017). The patient safety culture perception of Turkish nurses who work in operating room and intensive care unit. Pak J Med Sci, 33 (2),374-79.

Tobias, C., et ai. (2016). Knowledge of nurses on the culture of patient safety in university hospital. J Nurs UFPE online,Recife, 10(3),1071-79.

Wayne, R., et ai. (2013). Teaching patient safety and human factors in undergraduate nursing curricula in England:a pilot survey . British . Journal of Nursing, 18(17), 1-15.