ผลของการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่ได้รับการผ่าตัด จังหวัดชุมพร
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ การปฏิบัติตัว ความเครียด คุณภาพชีวิต ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัด ในจังหวัดชุมพร กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัด ในโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จังหวัดชุมพร จำนวน 34 คน พัฒนารูปแบบขึ้นจากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมโดยการแนะนำ สาธิต ฝึกปฏิบัติ การให้แรงสนับสนุนทางสังคมด้านข้อมูลข่าวสารและสิ่งของ การให้คำปรึกษารายบุคคล การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วย การติดตามต่อเนื่องที่บ้าน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามความรู้ มีค่าความยากง่าย .47 - .87 แบบสอบถามการปฏิบัติ มีค่าความเชื่อมั่น .79 แบบสอบถามความเครียด มีค่าความเชื่อมั่น.94 แบบสอบถามคุณภาพชีวิต มีค่าความเชื่อมั่น .89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ Pair Sample T - Test ผลการวิจัยพบว่า หลังจากการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่ได้รับการผ่าตัด ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดมีความรู้สูงขึ้น การปฏิบัติตัวในการดูแลตนเองมากขึ้น มีความเครียดลดลงมีคุณภาพชีวิตมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการใช้รูปแบบ พบว่า ผู้ป่วยมีความรู้แตกต่างกันและคุณภาพชีวิตแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนการปฏิบัติในการดูแลตนเองและความเครียด พบว่าไม่มีความแตกต่างกัน ผลจากการวิจัย เสนอแนะว่าในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเตานมหลังผ่าตัด ควรใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น โดยมีการดำเนินงานดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องจากโรงพยาบาลถึงบ้าน ซึ่งจะเป็นการพัฒนาคุณภาพทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังผ่าตัด ต่อไป
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กุลนภา บุญมากุล. (2558). ผลของการใช้โปรแกรมการเยี่ยมบ้านในการบำบัดทางการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง ในระยะสุดท้ายของชีวิต. ใน ดุษีนิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพยาบาล. มหาวิทยาลัยคริสเตียน.
จารุณี แก้วอุบล. (2563). ประสิทธิผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดเต้านม. วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม, 7(4), 13-27.
จีระพรรณ ศรีหามี และคณะ. (2554). ผลของแบบแผนความเชื่อทางสุขภาพและแรงสนับสนุนจากสามีที่มีต่อ การป้องกันและควบคุมมะเร็งเต้านมของสตรีวัย 35–55 ปี ตำบลจังหาร อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสาร J Sci Technol MSU, 29(3), 243-248.
ฉวีวรรณ เกตุน้อย และคณะ. (2563). การพัฒนาคุณภาพการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอ. พยาบาลสาร, 47(2), 417-425.
ฐณัฐ วงศ์สายเชื้อ. (2562). ระเบียบวิธีวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง. เรียกใช้เมื่อ 4 ตุลาคม 2565 จาก https.//ajarnfar.webstriple.com
ณัฐณิชา แหวนวงศ์ และคณะ. (2559). ผลของโปรแกรมส่งเสริม สมรรถนะแห่งตนพฤติกรรมป้องกันมะเร็งเต้านมในสตรีกลุ่มแม่บ้านทำความสะอาด. วารสารสงขลานครินทร์, 35(1) 21-35.
ณัฐวิศา หงส์พิทักษ์ชน และคณะ. (2651). ผลของการให้การปรึกษาแบบกลุ่มเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการเผชิญปัญหาของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี. วารสารโรงพยาบาลตำรวจ, 10(2), 319–29.
ธณัศมณฑ์ ภาณุพรพงษ์. (2564). ประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างเสริมพฤติกรรม การตรวจเต้านมด้วยตนเอง. วารสารการวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา, 7(1), 140-157.
ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ. (2565). มะเร็งเต้านม อันดับ 1 ในหญิงไทย คัดกรอง รู้เร็ว รักษาทัน. เรียกใช้เมื่อ 4 ตุลาคม 2565 จาก https://www.bangkokbiznews.com/health /well being/1030790
น้ำอ้อย ภักดีวงศ์ และนวรัตน์ โกมลวิภาต. (2561). ความรู้ ความเชื่อด้านสุขภาพ การรับรู้ความสามารถตนเองและพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของนักศึกษาหญิงที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง. สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, 7(1), 57-70.
ประทุม สร้อยวงค์ และคณะ. (2560). ประสิทธิผลของการใช้โปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองใน ผู้ป่วย โรคมะเร็งเต้าน. วารสารการพยาบาล, 32(4), 5-18.
พงษ์สิทธิ์ พงษ์ประดิษฐ์ และคณะ. (2555). ปัจจัยคัดสรรที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของสตรี ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมและได้รับยาเคมีบำบัดเสริม. รามาธิบดีพยาบาลสาร, 18(1), 70-82.
พวงทอง จินดากุล. (2560). ประสิทธิผลของโปรแกรมการสนับสนุนและให้ความรู้ต่อความสามารถ ในการดูแลตัวเอง การรับรู้ความรุนแรงของอาการข้างเคียงจากเคมีบําบัดและความวิตกกังวลในผู้ป่วยมะเร็ง เต้านมระยะแรกทีเข้ารับการรักษาเสริมด้วยเคมีบําบัด. วารสารโรคมะเร็ง, 38(3), 105-116.
มลฤดี เกษเพชร. (2565). มะเร็งเต้านม เรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงควรระวัง. เรียกใช้เมื่อ 4 ตุลาคม 2565 จาก https://www.rama.mahidol.ac.th/cancer_center/sites
โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์งานสถิติ. (2565). รายงานประจำปีผู้ป่วยมะเร็ง. ชุมพร: โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์.
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. (2563). Hospital-Based Cancer registry 2020. เรียกใช้เมื่อ 4 ตุลาคม 2565 จาก https://www.nci.go.th/e_book/hosbased_2563/ index.html
สมศิริ เกษตรเวทิน และณัฐพัชร์ พรหมมินทร์. (2560). ผลของการให้ข้อมูลต่อความวิตกกังวลในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมก่อนผ่าตัด. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี, 25(2), 162-170.
สมหมาย คชนาม. (2554). เครื่องมือและสถิติเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย. ใน เอกสารการประชุมพยาบาลครั้งที่ 2 : เรื่องพยาบาลกับงานวิจัย. โรงพยาบาลท่าม่วง กาญจนบุรี.
สำนักการพยาบาล. (2557). เกณฑ์คุณภาพงานเยี่ยมบ้าน. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
สำนักงานสาธารสุขจังหวัดชุมพร. (2565). สถิติผู้ป่วยมะเร็งประจำปี. เรียกใช้เมื่อ 5 ตุลาคม 2565 จาก https://cpn.hdc.moph.go.th/hdc/main/index_pk.php
สิริกานดา กอแก้ว และสุขอรุณ วงษ์ทิม. (2560). ผลของการให้การปรึกษาแบบรายบุคคลที่มีต่อการเสริมสร้างความสุขในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังผ่าตัดเต้านมออก. วารสารโรงพยาบาลตำรวจ, 9(1), 94-104.
สุรีย์ ธรรมิกบวร. (2554). การพยาบาลองค์รวม : กรณีศึกษา. เรียกใช้เมื่อ 5 ตุลาคม 2565 จาก http://www.nurse.ubu.ac.th/sub/knowledgedetail/plan.pdf
Group W. (1993). Study Protocol for the World Health Organization project todelevelop a qualityof life assessment instrument quality of life research. quality of life research, 2(2), 15 3-9.
HyunaS, et al. (2021). Global Cancer Statistics2020: Globocan Estimates of Incidence and Mortality Worldwide for 36 Cancers in 185Countries. Retrieved November 12, 2022, from https://acsjournals onlinelibrary wiley.com/.doi/10.3322/caac.21660.https:/doi.org/10.3322/caac.21660
Lawitti, P. & Parinyanitigul, N. (2016). Breast cancer. Bangkok: Chulalongkorn University.