รูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี
Main Article Content
บทคัดย่อ
การศึกษารูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัญหาการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เพื่อกำหนดรูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และเพื่อทดลองและประเมินผลการใช้รูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ของโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบผสมผสาน (Mixed Method) โดยมีการศึกษา 3 ระยะ
ผลการวิจัยพบว่า
ระยะที่ 1 ผลการศึกษาปัญหาการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี ขั้นตอนที่ 1 ใช้แบบสอบถามเชิงปริมาณ ได้ผลการวิเคราะห์ระดับปัญหาการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จากค่าร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการแปรผลภาพรวม มีระดับความสำคัญและเป็นปัญหามากที่สุด ขั้นตอนที่ 2 เป็นการวิเคราะห์แบบคุณภาพ โดยนำข้อปัญหาจากขั้นตอนที่ 1 นำมาวิเคราะห์เพื่อยืนยันสภาพปัญหาการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่แท้จริง ใช้กลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในขั้นนี้ เป็นแบบข้อคำถาม วิเคราะห์ข้อมูลใช้ความถี่จากการนับจำนวนแล้วคิดเป็นค่าร้อยละและค่าเฉลี่ย ได้ข้อมูลสภาพปัญหา 8 ประการ และมีประเด็นหนุนเสริม ได้แก่ 1) การรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ 2) การเตรียมการ3) การการรักษาสุขภาพมีพฤติกรรมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
ระยะที่ 2 ผลการกำหนดรูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี โดยจัดการเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคูณวุฒิสรุปผลการรับรองข้อมูลกิจกรรมที่จะนำมาพัฒนาการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงคือ 1) กิจกรรมป้องกัน ประกอบด้วย การหยุดสูบบุหรี่ การหยุดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น 2) กิจกรรมบรรเทา ประกอบด้วย การรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ รับรู้วิธีการปฏิบัติตนเพื่อให้มีสุขภาพดี และ 3) กิจกรรมการสร้างภูมิคุ้มกัน ประกอบด้วย การเตรียมการ สร้างแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนจากพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพ เป็นต้น นำผลที่ได้มากำหนดรูปแบบและรับรองรูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ได้ข้อค้นพบ คือ 1) ได้รูปแบบการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 2) ได้เครือข่ายการดูแลผู้ป่วยผ่านช่องทางโซเซียลมีเดีย เพื่อเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้ป่วย และเพื่อนำระบบการดูแลผู้ป่วยให้เข้าทันยุคทันสมัย
ระยะที่ 3 ผลการทดลองและประเมินผลการใช้รูปแบบการดูแลสุขภาพตนเอของผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูงโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี การทดลองใช้รูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงกับผู้ป่วยกลุ่มควบคุมไม่ได้ เป็นกลุ่มทดลองแบบกลุ่มเดี่ยว ใช้แบบเจาะจง จำนวน 27 คน ทดลองการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง หลังทดลองในกลุ่มโซเซียลมีเดียบนเฟสบุ๊ค พบว่ามีความรู้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.05 การดูแลตนเองดีขึ้น ในด้านควบคุมอาหาร การออกกำลังกายและอารมณ์ มีความดันโลหิตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P<0.05 และดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอวลดลง
สรุปผลการประเมินผลการปฏิบัติทดลองใช้รูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ได้ข้อค้น พบว่า เกิดการจัดการตนเองของผู้ป่วย มีผลที่ได้ติดตามมาที่เป็นผลสะท้อนความเข้มแข็งในการพึ่งตนเอง มีความพอเพียงและยั่งยืน เป็นผลลัพธ์ความผาสุก ความอยู่ดี กินได้ไกลโรค ได้เครือข่ายเทคโนโลยีที่เหมาะสมทางโซเซียลมีเดีย เพื่อเอื้อให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้ดูแลตนเองได้และไม่มีภาวะแทรกซ้อน
Article Details
เอกสารอ้างอิง
เนติมา คูนีย์. (2557). สถานการณ์ปัจจุบันและรูปแบบการบริการด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์. กรุงเทพมหานคร: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โรงพิมพ์อาร์ตควอลิไฟท์.
ปฐญาภรณ์ ลาลุน. (2554). พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอกอายุรกรรม. โรงพยาบาลศูนย์ การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ประทีป จินงี่. (2540). การวิเคราะห์พฤติกรรมและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางชีวภาพ (Biofeedback) เอกสารประกอบการสอน. สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์ทรวิโรฒ.
ประเสริฐ อัสสันตชัย. (2552). ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและการป้องกัน. กรุงเทพมหานคร: ยูเนี่ยน ครีเอชั่น.
โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี. (2560). งานประชาสัมพันธ์. โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี.
สำเริง จันทรสุวรรณ. (2541). สถิติสำหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์. เอกสารประกอบการสอนภาควิชาสังคมวิทยาและมนุษย์วิทยา. คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
อังศินันท์ อินทรกำแหง. (2550). เชาว์สุขภาพ : รายงานการวิจัย การสำรวจสภาวะสุขภาพอนามัย ของประเทศไทยโดยการตรวจสุขภาพ . สถาบันการวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
Sarah E. Dorff. (2012). Characterization of Variants in the Hypertension-Associated Gene STK39. Dissertation submitted to the faculty of the Graduate School of the University of Maryland Baltimore in partial fulfillment of the requirements for the degree of Doctor of Philosophy.
WHO. (1986). Ottawa Charter for Health Promotion.First International Conference on Health Promotion, Ottawa, 21 November 1986. World Health Organization. เรียกใช้เมื่อ 29 May 2018 จาก https://www.who.int/ hpr/archive/does/ottawa.html
World Health Organization. (2017). World Health Organization. เรียกใช้เมื่อ 12 May 2018 จาก apps.who.int>iris>9241562943-tha